Categories
ข่าวสาร

ปลวกขึ้นบ้าน ! ปัญหาที่ห้ามมองข้าม กำจัดง่ายๆ ด้วย 5 เทคนิคนี้

ปลวกขึ้นบ้าน ปัญหาที่คนมีบ้านทุกคนที่เมื่อพบเจอแล้วเป็นต้องกุมขมับกันทุกราย เพราะปลวกขึ้นบ้านเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง ใครที่มองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ ต้องหยุดก่อน เพราะหากปล่อยให้ปลวกบุกบ้านอยู่อย่างนี้อาจเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ตามมาได้ ซึ่งบ้านที่สร้างใหม่ ไม่ต้องกังวลไป เพราะบริษัทรับสร้างบ้านหลายๆ ที่ มักจัดการวางท่อกำจัดปลวกให้เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเจ้าของบ้านคนใดที่สร้างบ้านมาระยะหนึ่งแล้ว ควรระวังและคอยสังเกตไว้ให้ดี แต่ใครที่ร้อนใจอยากกันไว้ก่อนสายไป วันนี้ Grit Build จึงรวม 5 วิธีง่ายๆ สำหรับกำจัดปลวกบุกบ้านแล้ว จะมีวิธีใดบ้าง ไปตามดูกันได้เลยครับ

ปลวกขึ้นบ้านได้อย่างไร?

ก่อนจะไปถึงวิธีกำจัดปลวกขึ้นบ้าน ก่อนอื่นควรศึกษาเพิ่มเติมก่อนว่าปลวกมีวงจรชีวิตอย่างไร และปลวกขึ้นบ้านของเราได้อย่างไร เพื่อให้ป้องกันได้อย่างถูกต้องที่สุด ซึ่งบ้านใหม่ๆ หรือบ้านที่ยังไม่มีปัญหาปลวกขึ้นบ้าน จะได้รับมือและป้องกันได้ ส่วนบ้านไหนที่ป้องกันไม่ทันแล้ว จะได้ระมัดระวังมากขึ้น

สาเหตุหลักๆ ของที่สามารถพบเจอปลวกในบ้าน มีได้หลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้

  1. ปัญหาความชื้นภายในบ้าน ถือว่าเป็นอากาศดีๆ ของปลวกเลย เพราะหากสังเกตที่ไหนที่มีความชื้นที่นั่นจะมีปลวกอาศัยอยู่ รวมถึงรอยแตก โพรง รอยต่อต่างๆ ภายในบ้านด้วย
  2. บ้านที่เต็มไปด้วยอาหารจานโปรดของปลวก เช่น ลังกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ไม้ คิ้วบัว ตู้ ขอบประตู
  3. นอกจากในบ้านแล้ว ปลวกยังชอบอาศัยอยู่ตามตอไม้ ต้นไม้ หากสังเกตเห็นทางเดินสีกินมาจากโคนไม้เมื่อไหร่ ให้รู้ทันทีเลยว่า คุณเจอรังปลวกเข้าแล้ว

รู้ได้อย่างไรว่าโดนปลวกบุกบ้าน? วิธีสังเกตปลวกขึ้นบ้าน

  • สังเกตแมลงเม่า เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินว่า “อย่าให้แมลงเม่าเข้าบ้าน” เพราะนอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว ยังทำให้ปลวกขึ้นบ้านอีกด้วย เนื่องจากแมลงเม่าเป็นปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ ที่เมื่อผสมพันธุ์เสร็จแล้วจะสลัดปีกออก จากนั้นก็ผันตัวไปเป็นนางพญาปลวกและหาที่เหมาะๆ อากาศชื้นๆ ในการสร้างรังปลวก ส่วนมากจะเป็นช่วงหลังฝนตก โดยการสืบพันธุ์แต่ละครั้งสามารถวางไข่ได้มากถึง 1,000 ฟอ
  • สังเกตมูลปลวก โดยปกติแล้ว ชนิดของปลวกจะถูกแบ่งไปตามลักษณะของรังที่อยู่ เช่น ปลวกไม้ชื้น ปลวกใต้ดิน ปลวกที่อาศัยอยู่ในจอมปลวก เป็นต้น แต่สำหรับการสังเกตมูลปลวก สามารถดูได้เพียงปลวกชนิดเดียว คือ ปลวกไม้แห้ง เพราะปลวกชนิดเมื่อกัดกินไม้เสร็จจะทิ้งมูลสีน้ำตาลไว้บริเวณไม้ที่มันกิน จึงดูง่ายกว่าปลวกชนิดอื่นๆ
  • ทางเดินเข้าบ้านมีลักษณะเป็นเส้นตรงยาว มีทั้งสีดินและสีดำ ลักษณะของเส้นตรงนี้คือเส้นทางลำเลียงอาหารเพื่อกลับสู่รัง การป้องกันไม่ให้ปลวกกินพื้นที่บ้านจนบานปลายนั้น ให้สังเกตปลายทางของเส้นนั้นๆ แล้วโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์ออก
  • ปลายทางที่ปลวกเริ่มแทะกิน ให้เคาะประเมินความกลวงของพื้นที่นั้นๆ ก่อน ว่าพื้นที่นั้นๆ โดนปลวกทำลายไปเยอะแค่ไหน หากเสียหายหนักและไม่สามารถย้ายที่ได้ ให้จัดการด้วยน้ำยากำจัดปลวก
  • เริ่มเปิด-ปิดประตูยากขึ้น อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าที่อับชื้นและขอบไม้ เปรียบเสมือนสถานที่ที่เต็มไปด้วยอาหารอันโอชะของปลวก ปลวกจึงมักทำโพลงเพื่อกัดกินตามขอบประตู ทำให้ประตูเปิดปิดยากขึ้นนั่นเอง 
  1.  

5 เทคนิคป้องกันปลวกขึ้นบ้านระยะยาว

การกำจัดปลวกนั้น ทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น กำจัดเส้นทางอาหารของปลวก โดยฉาบปูนรอยแตก รอยแยก หลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ชิดตัวบ้าน หรือ ตัดเสบียงอาหาร โดยหมั่นคอยทิ้งลังกระดาษ ไม้ที่ไม่จำเป็น หรือคอยทำความสะอาดให้บ้านไม่อับชื้นอยู่เสมอ แต่การกำจัดเหล่านี้อาจกำจัดได้ไม่หมด หรือไม่ทั่วถึง อีกวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และกำจัดปลวกได้อย่างหมดจด คือ การใช้สมุนไพรและสารเคมีเพื่อกำจัดปลวกโดยเฉพาะ โดยเราจะไล่ระดับความรุนแรง ดังนี้

  • จ้างบริษัทกำจัดปลวก โดยบริษัทกำจัดปลวกส่วนมากจะกำจัดด้วยสารเคมีเพื่อความรวดเร็ว และกำจัดได้จริง เห็นผลได้ทันตา โดยจะฉีดตามรอยแตก รอยแยก ทางเดิน รอยต่อหรือโพรงที่มีความอับชื้น และฉีดเข้าไปที่รังโดยตรง แต่ความแรงของสารเคมีสิ่งที่ตามมาคือสารเคมีตกค้างอยู่ในทุกส่วนของตัวบ้าน จึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้สักเท่าไหร่ เพราะเป็นอันตรายต่อเจ้าของบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงวิธีนี้ให้มากที่สุด
  • ติดตั้งจุดวางเหยื่อ โดยสังเกตทางเดินของปลวกภายในบ้าน และย้อมเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อหอมให้กลายเป็นยา วิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องอาศัยความช่างสังเกตและความชำนาญในการติดตั้งพอสมควร
  • สมุนไพรในครัว ของที่สามารถหาได้ง่ายๆ และทำเองได้สบายๆ อย่างเช่น ข่า ตะไคร้ กระเทียม นำมาผสมทุกอย่างรวมกันประมาณ 2 กิโลกรัม สับให้ละเอียด จากนั้นผสมเหล้าขาว 1 ขวด น้ำส้มสายชู 1 ขวด และน้ำเปล่า 20 ลิตร ผสมให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ พอครบให้นำไปฉีดตามจุดต่างๆ ของบ้าน วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีออแกนิค ไม่ส่งผลเสียต่อสมาชิกในบ้านแน่นอน
  • ใบขี้เหล็ก นำใบขี้เหล็กประมาณ 5 กรัม บดหรือปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำ 20 ลิตร แล้วนำไปฉีดในจุดที่พบเจอปลวก และฉีดซ้ำๆ ติดกับ 5 วัน ปลวกจะค่อยๆ ลดหายไป
  • น้ำมันสะเดา เป็นสมุนไพรที่ควบคุมประชากรการเกิดของปลากได้เห็นผลมาก เพียงนำน้ำมันสะเดามาทารอบๆ บริเวณเฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้หรือวัสดุที่เป็นไม้ และขอบประตู เพราะวัสดุเหล่านี้เป็นเหมือนอาหารของปลวก ดังนั้นเมื่อปลวกมากัดกิน จะส่งผลกระทบต่อการวางไข่ ทำให้ประชากรปลวกลดลงเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด

ถึงแม้ว่าในโลกระบบนิเวศ ปลวกเป็นแมลงที่มีประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นแมลงที่ช่วยย่อยสลายเศษไม้และเศษใบไม้แล้ว ยังเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในห่วงโซ่อาหารด้วย แต่ตรงข้ามกันกับโลกภายในบ้าน เพราะประโยชน์ที่กล่าวมาไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด  เพราะฉะนั้นการกำจัดปลวกที่อยู่ภายในบ้านจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าของบ้านและสมาชิกภายในบ้านควรคอยระวังและดูแลอยู่เสมอ

แม้ว่า 5 วิธีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นวิธีที่สามารถกำจัดปัญหาปลวกขึ้นบ้านได้จริง แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในปัจจุบันมีเฟอร์นิเจอร์ที่มีสารเคลือบไม้ ซึ่งสามารถป้องกันปัญหาปลวกขึ้นบ้านระยะยาวได้ รวมไปถึงนวัตกรรมไม้เทียม หรือวัสดุทดแทนไม้ต่างๆ หากคุณเปลี่ยนหรือเลือกใช้วัสดุทดแทนไม้เหล่านี้ตั้งแต่เริ่มวางแผนสร้างบ้านจะดีที่สุด เพราะถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และยังทำให้บ้านของคุณมีอายุที่ยาวนานมากขึ้นด้วย

‎‎‎สร้างบ้านกับ Gritbuild ได้บ้านตรงใจ ในราคาสุดปัง
รับประกัน ทั้งเกรดวัสดุ และคุณภาพงาน ระดับพรีเมียม
 
✦ 𝗚𝗿𝗶𝘁 𝗕𝘂𝗶𝗹𝗱 จริงจัง เรื่องสร้างบ้าน ✦
Categories
ข่าวสาร

How to สร้างบ้านงบไม่บาน ทำตามง่ายๆ แค่ 5 วิธีเท่านั้น

ปัญหาหลักของ การออกแบบสร้างบ้าน หรือการสร้างบ้านสักหลัง ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องเงินกันทั้งสิ้น เพราะหลายๆ บ้านมักเจอปัญหา เช่น งบบานปลาย ระยะเวลาการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแผน วัสดุไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายเพิ่มเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ เพราะถ้าหากเกิดปัญหาและไม่แก้ไข ผลสุดท้ายอาจทำให้คุณได้บ้านที่ไม่ตรงการออกแบบสร้างบ้านที่ตั้งใจไว้ได้ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าคุณรู้วิธีการวางแผนการสร้างบ้านที่ถูกต้อง วันนี้ บริษัทรับสร้างบ้าน Grit build จึงขอมาแนะนำ How to สร้างบ้านงบไม่บาน ทำตามได้ง่ายๆ แค่ 5 วิธีเท่านั้น ให้คุณประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และได้บ้านที่มีคุณภาพและตรงใจมากที่สุด จะมีวิธีไหนบ้าง ไปตามดูกันได้เลยครับ

5 เคล็ดลับสร้างบ้านคุณภาพ งบไม่บานปลาย

1. ตั้งงบประมาณก่อนสร้างบ้านให้ชัดเจน

การออกแบบสร้างบ้าน หรือการสร้างบ้าน สิ่งแรกที่ควรทำอย่างที่สุดคือ กำหนดงบประมาณในการก่อสร้าง เพราะการสร้างบ้านเป็นงานที่รายละเอียดเยอะมาก ทำให้งบประมาณค่อนข้างสูง หากไม่กำหนดงบประมาณไว้ก่อน ท้ายที่สุดอาจเกิดปัญหางบบานปลายได้ ซึ่งงบประมาณการสร้างบ้าน ควรคำนวณจากขนาดของพื้นที่ การปรับพื้นที่ จำนวนสมาชิกในบ้าน เป็นต้น นอกจากการคำนวณงบประมาณการสร้างบ้านแล้ว ควรคำนวณค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการสร้างบ้านด้วย เช่น งบการออกแบบสร้างบ้าน งบตกแต่งภายใน งบเฟอร์นิเจอร์ งานถมดิน งานรั้ว เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น



2. งบสำหรับการออกแบบสร้างบ้าน

การออกแบบสร้างบ้านเป็นอีกขั้นตอนสำคัญ เพราะควรเลือกแบบบ้านที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ชีวิตของตนเองและสมาชิกคนในบ้านด้วย ดังนั้นการออกแบบสร้างบ้านต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมบริเวณที่ตั้ง และควรตกลงกับสมาชิกในบ้านให้เรียบร้อยก่อนออกแบบสร้างบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปรับแบบระหว่างการก่อสร้าง เพราะจะทำให้เสียเงิน และเสียเวลามากขึ้น

 

การจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยป้องกันการเกิดปัญหานี้ได้เช่นกัน เนื่องจากบริษัทรับสร้างบ้านอย่าง Grit Build ก็มีแบบบ้านสำเร็จมากมายให้เลือก และยังสามารถควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ง่ายกว่าการออกแบบและสร้างเอง และหากใครที่มีแบบบ้านในใจอยู่แล้ว แต่ฟังก์ชันยังไม่ตอบโจทย์ ก็สามารถใช้บริการของเรา โดยปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน และไลฟ์สไตล์ให้ตรงใจมากขึ้น ซึ่งบริการนี้ไม่คิดค่าบริการเพิ่มอีกด้วย

3. เลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีมาตรฐานสูง

บริษัทรับสร้างบ้าน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่สามารถควบคุมงบประมาณให้บ้านไม่บานปลายได้ดีมาก เพราะบริษัทรับสร้างบ้าน จะมีการวางแผนการสร้างบ้าน รายละเอียดการทำงาน และการเบิกงวดงานที่ชัดเจน ทำให้กระบวนการสร้างบ้านจะรวดเร็วกว่า ตรงตามกำหนดการ และตรวจสอบได้ ซึ่งข้อดีของการใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน คือ สามารถดูแลครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสร้างบ้าน การก่อสร้างบ้าน การควบคุมงานก่อสร้าง รวมไปถึงตรวจบ้านก่อนส่งมอบบ้านให้เจ้าของด้วย

Grit Build บริษัทรับสร้างบ้านของเรา สามารถตอบโจทย์ข้อดีที่กล่าวไปข้างต้นได้ทั้งหมด และนอกจากนี้ยังมีบริการปรับแบบบ้าน ฟังก์ชันการใช้งาน ให้ตรงกับความต้องการของเจ้าของบ้านมากขึ้น โดยสามารถควบคุมงบประมาณให้คงเดิมตามที่เจ้าของบ้านกำหนด หากคุณกำลังหาบริษัทรับสร้างบ้านที่ดูแลคุณแบบ One Stop Service สามารถเก็บบริษัทของเราไว้พิจารณาได้นะครับ

4. เลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพตั้งแต่ต้น

วัสดุ สินค้า และอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างบ้าน เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้งบสร้างบ้านบานปลายมากที่สุด เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญและจุกจิกที่มีภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประตู วงกบ หน้าต่าง ตู้ เตียง เฟอร์นิเจอร์ เพราะตัวสินค้ามีหลากหลายประเภท หลากหลายราคา สไตล์ และคุณภาพ หากเลือกใช้วัสดุที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร หรือเลือกตามใจชอบโดยไม่ได้วางแผนไว้ก่อน จะทำให้งบการสร้างบ้านสูงขึ้นแน่นอน ดังนั้น เมื่อออกแบบสร้างบ้านเรียบร้อยแล้ว ควรต้องมีการวางแผนงบประมาณในเรื่องการเลือกใช้วัสดุ สินค้า และอุปกรณ์ในการสร้างบ้านให้เหมาะสมด้วย โดยควรคำนึงถึงคุณภาพ ราคา และดีไซน์ที่สอดคล้องกับสไตล์บ้าน และเมื่อวางแผนแล้วควรหนักแน่นและยึดมั่นตามแผนที่วางไว้ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนวัสดุตัวบ้านบ่อยๆ ที่จะส่งผลให้งบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง 

5. ควบคุมการสร้างบ้านให้เป็นไปตามงวดงาน

การควบคุมการสร้างบ้านให้เป็นไปตามงวดงาน สามารถใช้บริการของบริษัทรับสร้างบ้านได้ เพราะบริษัทรับสร้างบ้านจะมีงวดงานที่วางแผนเป็นส่วนๆ ไว้แล้ว หากตรวจงานเสร็จเรียบร้อยจึงจะชำระเงินตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ ซึ่งการแบ่งจ่ายถือเป็นข้อดีในเรื่องการจัดการค่าใช้จ่าย และยังสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านด้วย ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ทิ้งงานกลางคันเมื่อเทียบกับการจ่ายเงินครั้งเดียว และการจ่ายเงินเป็นงวดๆ ยังทำให้เจ้าของบ้านได้เช็คบ้านเป็นระยะๆ เพื่อให้บ้านที่มีคุณภาพอย่างที่เจ้าของต้องการจริงๆ และยังลดปัญหาการรื้องานแก้ไขใหม่ในภายหลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้งบบานปลายเช่นกัน

แม้ว่า 5 วิธีข้างต้น จะสามารถลดปัญหาสร้างบ้านแล้วงบบานปลายได้ แต่ในระหว่างการก่อสร้างบ้านจริง อาจเกิดปัญหาอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้ แต่หากวางแผนให้ดีตั้งแต่ต้น ก็ช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ใจความสำคัญของบทความนี้ก็คือ การวางแผนให้ดี มีสติ และมีจิตใจที่มั่นคง และอีกทางเลือกที่ดี คือ การเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีประสบการณ์สูง และมีผลงานที่ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์คุณภาพที่ลูกค้าต้องการ จะช่วยให้เจ้าของบ้านเบาใจได้มากขึ้นนั่นเอง สำหรับใครที่กำลังมองหาบริษัทรับสร้างบ้าน สามารถติดต่อสอบถามเราก่อนได้นะครับ

Categories
ข่าวสาร

รู้ก่อนซื้อ! วิธีเช็กโฉนดที่ดินจริงหรือปลอม เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

บริษัทรับสร้างบ้าน Grit Build วันนี้ต้องการมาให้ความรู้เรื่องโฉนดที่ดินโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันมีคนที่ตกเป็นเหยื่อแก่มิจฉาชีพเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องการซื้อ-ขายโฉนดที่ดิน เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการลงทุนที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูงเพราะเป็นการลงทุนที่ใช้เงินจำนวนมาก เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันความเสี่ยง คือ การรู้เท่าทัน และตรวจสอบรายละเอียดของโฉนดที่ดินนั้นๆ ว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอมก่อนลงทุนซื้อ-ขาย ในบทความนี้ เราในฐานะ บริษัทรับสร้างบ้าน จึงมาแนะนำวิธีตรวจสอบเอกสารโฉนดที่ดินเพื่อรู้เท่าทันมิจฉาชีพมาฝากผู้อ่านทุกๆ ท่านครับ

โฉนดที่ดิน คืออะไร?

โฉนดที่ดิน คือ เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ครอบครองที่ดินที่ออกโดยกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการระบุสิทธิในที่ดินและการถือครอง โดยที่ดิน 1 แปลง จะมีโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ มอบให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ 1 ฉบับ และเก็บรักษาที่กรมที่ดินอีก 1 ฉบับ

เนื่องจากโฉนดที่ดินเป็นหลักฐานที่สำคัญ แต่ในปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพที่ปลอมแปลงเอกสารเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การตรวจสอบเอกสารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ไว้ เพื่อป้องกันการโดนมิจฉาชีพเอาเปรียบได้

รายละเอียดบนโฉนดที่ดิน มีอะไรบ้าง?

ก่อนจะพาทุกท่านไปตรวจสอบรายละเอียดเล็กน้อย เราขอพาทุกท่านมาเช็กข้อมูลสำคัญที่ควรอยู่ในโฉนดที่ดินก่อน เพราะเป็นข้อมูลที่ต้องใส่ใจและเช็กละเอียดให้ถี่ถ้วน โดยข้อมูล มีดังนี้

ตำแหน่งและเลขโฉนดที่ดิน

ตำแหน่งและเลขโฉนดที่ดิน อยู่บริเวณด้านบนทางซ้ายมือของโฉนด มีไว้เพื่อระบุตำแหน่งของที่ดิน ประกอบด้วย เลขที่ระวาง เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีไว้ให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการหรือค้นหาได้ง่ายขึ้น

ชื่อผู้ครอบครองโฉนดที่ดินคนแรก

แม้ว่าที่ดินนั้นๆ จะถูกตกทอดหรือส่งต่อคนหลายคน หลายยุคสมัย ชื่อของเจ้าของที่ดินจะเป็นชื่อของเจ้าของคนแรกเสมอ หากต้องการระบุเจ้าของปัจจุบันต้องใช้เอกสารการซื้อขายเพิ่มเติม

รายละเอียดที่ดิน

เป็นรายละเอียดเชิงตัวเลขและข้อมูลเกี่ยวกับแปลงที่ดินนั้นๆ เช่น เนื้อที่ (ไร่-งาน-ตารางวา) บริเวณตรงกลางของโฉนดที่ดินจะเป็นลักษณะของแปลงที่ดิน พร้อมมาตราส่วนที่ใช้ในการวัดที่ดินแปลงดังกล่าว

วิธีตรวจสอบเอกสารโฉนดที่ดินด้วยตนเอง

1. สังเกตที่ตราครุฑ

โฉนดที่ดินทุกๆ โฉนดจะมีสัญลักษณ์ลายน้ำรูปตราครุฑอยู่กลางโฉนดที่ดิน ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้การส่องกับไฟจึงจะสามารถมองเห็นสัญลักษณ์นี้ได้ โดยวิธีสังเกต มีดังนี้

  • ลักษณะของตราครุฑเมื่อพิจารณาตามขนาดรูปแบบ เมื่อพิมพ์สีแดงทับแล้ว จะต้องเห็นลายสีดำของครุฑชัดเจนเหมือนของกรมที่ดิน
  • ลายน้ำตราครุฑ จะอยู่ในวงกลม 2 วง โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางวงกลม 10 เซนติเมตร พร้อมอักษรกำกับด้านล่างว่ากรมที่ดินกระทรวงมหาดไทย เป็นแนวโค้งตามรูปวงกลมยาว 10.5 เซนติเมตร
  • นอกจากจะเห็นลักษณะของตราครุฑที่กล่าวไป ยังมีอีก 1 จุดสังเกต คือ รูปแปลงที่ดินแต่ละมุมที่มีวงกลม หากส่องผ่านแสงไฟจะพบว่ามี “รูที่ส่องสว่าง” อยู่ภายในวงกลมอีกทีด้วย

2. สังเกตองค์ประกอบอื่นๆ ในโฉนดที่ดิน

ในโฉนดที่ดิน จะมีองค์ประกอบสำคัญเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรมองข้ามอยู่ อย่างเนื้อกระดาษ ลายของกระดาษ เป็นต้น โดยองค์ประกอบนั้น มีดังนี้

  • โฉนดที่ดินส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะมีขนาด 24 x 36 เซนติเมตร เนื้อกระดาษโฉนดที่ดิน ต้องเป็นสีครีม มีเส้นใยไหมสีฟ้า และสีแดงอมม่วง โรยในเนื้อกระดาษ บางส่วนจะจมอยู่ในเนื้อกระดาษ และบางส่วนลอยอยู่บนผิวกระดาษ
  • เลขที่แบบพิมพ์ จะเป็นตัวเลขอารบิกแบบโกธิค ความสูงตัวเลขคือ 3/16 นิ้ว
  • เลขปีที่จัดพิมพ์ เป็นเลขไทยกระดาษที่มีเนื้อเยื่อภายในกระดาษเป็นสีครีมเหมือนผิวภายนอก

3. ตรวจสอบลายเซ็นและตราประทับของเจ้าหน้าที่

บริเวณด้านล่างของโฉนดที่ดิน จะมีลายเซ็นของเจ้าหน้าที่ดังตัวอย่างในภาพ โดยส่วนใหญ่มักเป็นลายเซ็นที่ใช้หมึกดำ พร้อมมีชื่อตรายางประทับบนลายเซ็น และกำกับวันที่ไว้ด้านหลัง หากมีการใช้หมึกสีอื่นในการเซ็น หรือไม่มีตราประทับ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าโฉนดที่ดินฉบับนี้เป็นของปลอม

แต่หากโฉนดนั้นๆ มีการขีดฆ่าข้อความ วิธีเช็ก คือ เจ้าหน้าที่จะใช้หมึกแดงขีดฆ่าให้เห็นข้อความเดิม แล้วเขียนข้อความใหม่ลงไป พร้อมเซ็นชื่อและตราประทับ พร้อมวันที่กำกับ หากพบเจอการขีดฆ่าข้อความแล้วไม่พบวิธีดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้เช่นกันว่าอาจเป็นโฉนดที่ดินปลอม แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะการเซ็นชื่อด้วยหมึกสีอื่นหรือการแก้ไขข้อความจะไม่ตรงกับเช็กลิสต์ของโฉนดที่ดินฉบับจริง ก็ไม่ได้แปลว่าโฉนดนั้นๆ เป็นโฉนดปลอมเสมอไป แต่ให้ตรวจสอบจุดอื่นๆ เพิ่มเติมประกอบกันด้วย

4. ตรวจสอบประวัติที่ดินด้านหลังโฉนด

บริเวณด้านหลังของโฉนดที่ดิน เป็นบันทึกรายการจดทะเบียนนิติกรรมในโฉนดที่ดินนั้นๆ ว่าที่ดินผ่านการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง โดยเป็นตารางการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ ซึ่งสามารถตรวจสอบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์คนปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่ตรงกับความเป็นจริงตามประวัติของโฉนดที่ดินที่เจ้าของที่ดินรับรู้มา ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่า โฉนดที่ดินที่ได้มาอาจเป็นโฉนดที่ดินปลอมได้

5. ตรวจสอบตำแหน่งที่ดินจากแอปพลิเคชัน LandsMaps

แอปพลิเคชัน  LandsMaps หรือเว็บไซต์ landsmaps.dol.go.th เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งแอปนี้สามารถช่วยค้นหาระวางที่ดิน ค้นหาแปลงที่ดิน ตรวจสอบโฉนดที่ดิน และชื่อเจ้าของที่ดิน จุดประสงค์เพื่อช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

โดยเข้าไปที่แอปพลิเคชัน  LandsMaps หรือเว็บไซต์ landsmaps.dol.go.th แล้วกรอกรายละเอียด ได้แก่ จังหวัด อำเภอ และเลขโฉนดที่ดิน จากนั้นกดค้นหาเพื่อเรียกดูข้อมูลทันที ระบบจะแสดงข้อมูลภาพแปลงที่ดินบนแผนที่ Google map พร้อมข้อมูลรายละเอียดของที่ดิน  เช่น  หมายเลขระวาง หน้าสำรวจ สำนักงานที่ดิน ราคาประเมินรายแปลงของกรมธนารักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถชมบรรยากาศที่ดินโดยรอบแบบ 360 องศาก็เลือกชมภาพ Street View ได้อีกด้วย

6. ตรวจสอบโดยการนำโฉนดที่ดินไปสำนักงานที่ดิน

โฉนดที่ดินนั้นๆ ไปตรวจเช็กข้อมูลกับสำเนาโฉนดที่ดินที่จัดเก็บอยู่ที่ “สำนักงานที่ดิน” วิธีเช็กดูได้โดยง่าย เพราะ 2 ฉบับนี้ต้องมีรายละเอียดเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปแปลงที่ดิน ชื่อผู้ถือ เลขที่โฉนดที่ดิน จะมีข้อความเหมือนกันทั้งหมด หากมีบางจุดไม่เหมือนกัน ให้คุณแน่ใจเลยว่าโฉนดที่คุณถืออยู่เป็นของปลอม และต้องดำเนินการทางกฎหมายโดยเร็วที่สุด ซึ่งขั้นตอนในการไปขอดูสำเนาโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินนั้น สามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้

  • ติดต่อสำนักงานที่ดินเขตหรือจังหวัด ตามพิกัดที่แปลงที่ดินนั้นตั้งอยู่
  • เตรียม สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน ให้พร้อม
  • เมื่อถึงที่สำนักงานที่ดินให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า “มาขอถ่ายสำเนาโฉนดที่ดิน”
  • เจ้าหน้าที่จะให้กรอกแบบฟอร์มคำร้อง เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนเรียบร้อย ก็จะได้รับสำเนาโฉนดที่ต้องการ

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นวิธีที่ง่ายและละเอียดที่สุดในการเช็กโฉนดที่ดิน อย่างไรก็ตามใครก็ตามที่ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ ควรนำโฉนดไปตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินอย่างน้อยปีละครั้ง รวมถึงเข้าไปตรวจสอบที่ดินของตนเองเพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีด้วย เพื่อกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุดครับ ทั้งนี้ Grit Build บริษัทรับสร้างบ้าน ขอให้ทุกท่านทำการลงทุนอย่างมีสติทุกครั้งด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Categories
ข่าวสาร

สรุปกฎหมายอาคารแบบเข้าใจง่าย สำหรับมือใหม่สร้างบ้าน

กฎหมายอาคาร เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้านควรรู้ก่อนเริ่มวางแผน ออกแบบสร้างบ้าน เพราะกฎหมายนี้นอกจากจะมีไว้เพื่อความปลอดภัยของเจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านรอบๆ ของเราแล้ว ยังช่วยควบคุมคุณภาพของอาคารและสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วย ซึ่งกฎหมายนี้หากคุณจ้างบริษัทรับสร้างบ้านมาดูแล ก็สามารถเบาใจได้ระดับหนึ่ง แต่หากรู้ไว้ก็จะส่งผลดีกับเจ้าของบ้านด้วย แต่พอขึ้นต้นมาด้วยกฎหมาย บางคนอาจจะท้อจนไม่อยากอ่านต่อ แต่ความจริงแล้ว กฎหมายอาคารไม่ยากอย่างที่คิด วันนี้ Grit Build จึงนำกฎหมายอาคารที่ทุกคนคิดว่าเข้าใจยาก มาสรุปให้เข้าใจง่ายกัน เพื่อให้เจ้าของบ้านทุกท่าน ได้ ออกแบบสร้างบ้าน ที่ตรงกับความต้องการ และมากไปกว่านั้นยังถูกกฎหมายอาคารตามข้อกำหนดด้วย

ก่อนออกแบบสร้างบ้าน ต้องเข้าใจกฎหมายอาคารเป็นอันดับแรก

1. สร้างบ้านชิดรั้ว ผนังต้องปิดทึบและเว้นระยะห่าง

การสร้างบ้านที่ก่อให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้านบ่อยๆ คือกรณีที่ใครคนใดคนหนึ่ง สร้างบ้านจนชิดรั้วของเพื่อนบ้าน ซึ่งกรณีนี้จะไม่เป็นปัญหาใดๆ หากเจ้าของบ้านได้รับการยินยอมจากเพื่อนบ้านเป็นลายลักษณ์อักษร โดยผนังจะต้องปิดทึบ ไม่มีช่องแสง หรือช่องลมใดๆ เด็ดขาด แต่ทางที่ดีหากไม่ต้องการมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ควร ออกแบบสร้างบ้าน โดยเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตร โดยผนังจะต้องเป็นผนังทึบเช่นเดิม แต่ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่ใช้สอยรวมแล้วเกิน 300 ตารางเมตร ต้องเว้นระยะห่างจากที่ดินอย่างน้อย 1 เมตร โดยรอบทุกกรณี และต้องติดตั้งรางน้ำฝนให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันน้ำไหลลงฝั่งเพื่อนบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทะเลาะวิวาทภายหลังด้วย

2. ผนังบ้านที่มีประตูหน้าต่าง ต้องห่างจากแนวรั้วอย่างน้อย 2 เมตร

หากการ ออกแบบสร้างบ้าน เรียบร้อยแล้ว แล้วพบว่าผนังบ้านมีประตู หน้าต่าง เจ้าของบ้านต้องปรับบ้านให้ตัวบ้านชั้น 1 และชั้น 2 อยู่ห่างจากรั้วอย่างน้อย 2 เมตร หรือหากเป็นบ้าน 3 ชั้น ต้องอยู่ห่างจากรั้วบ้านอย่างน้อย 3 เมตร ทั้งนี้ต้องดูขนาดของที่ดินของเราด้วย เพราะขนาดของที่ดินเป็นตัวกำหนดจำนวนชั้นของบ้าน เพราะหากที่ดินมีขนาดเล็ก แต่ออกแบบให้บ้านมีขนาด 3 ชั้น และต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 เมตรรอบด้าน อาจทำให้เหลือพื้นที่ใช้งานน้อยเกินไปนั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนจะออกแบบสร้างบ้านต้องดูทั้งขนาดที่ดิน และระยะห่างของบ้านกับรั้วด้วย

3. สร้างบ้านเต็มที่ดิน เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เด็ดขาด

บางคนที่ซื้อที่ดินขนาดเล็กๆ และตั้งใจปลูกบ้านให้เต็มพื้นที่เพื่อให้บ้านสามารถใช้สอยได้อย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด ตามกฎหมายระบุว่าขอบเขตของตัวบ้านต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 70% ของที่ดิน โดยสามารถปรับให้ตัวบ้านอยู่ทางขวา ซ้าย หรือด้านหลังก็ได้ ส่วนอีก 30% ต้องจัดสรรเป็นพื้นที่ที่น้ำซึมผ่าน เช่น สวนดอกไม้ ปลูกต้นไม้ บ่อปลา เป็นต้น

4. ตัวบ้านต้องมีระยะห่างกับถนนสาธารณะ

กฎหมายข้อนี้เป็นข้อที่ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า บ้านของเราไม่สามารถล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณะได้ ซึ่งตามกฎหมายกล่าวว่า ตัวบ้านจะต้องมีระยะห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะ ซึ่งระยะห่างจะเว้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่ความสูงของอาคารและขนาดความกว้างของถนน ตัวอย่าง เช่น กรณีอาคารสูงไม่เกิน 2 ชั้น หรือ 8 เมตร นั้น หากถนนกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 3 เมตร เป็นต้น หากคุณกำลังออกแบบสร้างบ้าน ต้องพึงระลึกถึงกฎหมายข้อนี้เสมอ ก่อนจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้

แบบบ้าน Olivia จากบริษัท Grit Build
5. ที่ดินชิดถนนหักมุม ต้องปาดแนวรั้วด้านละ 4 เมตร

สำหรับเจ้าของบ้านที่มีที่ดินชิดหักมุม ต้องรู้กฎหมายข้อนี้ให้ดี โดยเจ้าของบ้านจะต้อง ออกแบบสร้างบ้านให้บ้านปาดแนวรั้วด้านละ 4 เมตร ส่วนบ้านที่ติดมุมถนนที่มีมุมหัก 2 ด้านน้อยกว่า 135 องศาและถนนกว้างกว่า 3 เมตรขึ้นไป ต้องปาดแนวรั้วด้านละ 4 เมตร เพื่อไม่ให้รั้วบ้านหรือกำแพงบ้าน บดบังวิสัยทัศน์การมองเห็นของผู้ขับขี่รถยนต์ โดยรั้วที่ถูกปาดไปยังคงถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของบ้านเช่นเดิม

6. ห้องทุกห้องต้องมีหน้าต่าง หรือช่องแสง

ห้องแต่ละห้องภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นห้องสำหรับทำกิจกรรม หรือห้องเปล่าๆ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน หรือห้องเก็บของ จะต้องมีพื้นที่สำหรับระบายอากาศ อย่างประตู หน้าต่าง ช่องแสง ช่องลม รวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ในห้องนั้นๆ หากเจ้าของบ้านที่กำลัง ออกแบบสร้างบ้าน ห้องทึบที่ไม่มีช่องระบายอากาศเลย หรือมีน้อยกว่า 10% ของพื้นที่ ถือว่าผิดกฎหมายอาคารทันที

7. ห้องนอนต้องมีพื้นที่ใช้งานอย่างน้อย 8 ตารางเมตร

ห้องนอนเป็นห้องที่คนทุกคนใช้เวลาอยู่ในห้องไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง จึงถือว่าห้องนอนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องมีพื้นที่ในห้องนอนที่ปลอดโปร่ง กว้างขวาง และอากาศถ่ายเทสะดวก โดยกฎหมายระบุว่า ห้องนอนจะต้องมีพื้นที่ใช้งานควรไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร และมีด้านแคบสุดไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร หากห้องนอนมีพื้นที่ 10 ตารางเมตร แต่มีด้านแคบ 2 เมตร ซึ่งน้อยกว่ากฎหมายระบุ ก็ไม่สามารถจัดสรรเป็นห้องนอนได้เช่นกัน

8. เพดานห้องน้ำต้องสูงกว่า 2 เมตร

ห้องน้ำเป็นอีกห้องที่สำคัญไม่แพ้ห้องนอน เพราะเป็นห้องที่คนมักใช้เวลานานเช่นกัน กฎหมายจึงระบุว่าให้เพดานห้องน้ำสูงอย่างน้อย 2 เมตร ซึ่งหากต้องการสร้างห้องน้ำไว้ใต้บันไดนั้นต้องพิจารณาถึงจุดนี้อีกด้วย

9. บันไดบ้านต้องกว้างมากกว่า 80 เซนติเมตร

บันไดบ้าน จุดที่ควรระวังให้ดี เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เจ้าของบ้านจึงควร ออกแบบสร้างบ้านให้ลูกนอนของบันไดบ้านกว้างไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร แต่ละช่วงความสูงไม่เกิน 3 เมตร ถ้าสูงกว่า 3 เมตร ต้องมีชานพักบันได ซึ่งต้องมีความสูงจากบันไดอีกชั้นไม่น้อยกว่า 1.9 เมตร เพราะชานพักบันไดจะช่วยลด และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนในบ้านได้

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับการยกตัวอย่างกฏหมายเบื้องต้น ซึ่งจริงๆแล้วนั้น ยังมีกฏหมายอื่นๆ อีกมากมายต้องต้องคำนึงถึง ดังนั้นการ ออกแบบบ้าน สักหลังหนึ่ง ไม่ควรคำนึงแค่ความต้องการและความชอบของเจ้าของบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้เรื่องกฎหมายอาคารให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน เพื่อให้บ้านของเราปลอดภัยที่สุด ในกรณีเกิดอัคคีภัย , สุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย หรือ เพื่อง่ายต่อการสร้างหรือซ่อมแซมอาคารในอนาคต หากเจ้าของบ้านคนไหนที่ทำความเข้าใจและกลัวเกิดข้อผิดพลาด ก็สามารถใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน Grit Build ได้ครับ เพื่อคอยให้คำปรึกษาและเก็บรายละเอียดทั้งเรื่องของกฎหมาย และความต้องการของเจ้าบ้านอย่างครบถ้วนนั่นเอง

Categories
ข่าวสาร

วิธีออกแบบสร้างบ้าน ให้ห้องนอนเสริมสิริมงคลแก่ผู้ใช้งาน

การ ออกแบบสร้างบ้าน ถือว่าหลักฮวงจุ้ยเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะฮวงจุ้ยสามารถช่วยเสริมให้ตำแหน่งต่างๆ ในบ้าน จัดวางได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ซึ่งตำแหน่งในบ้านที่ควรจัดวางให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ยมากที่สุด คือ ห้องนอน เพราะนอกจากเป็นสถานที่ไว้สำหรับพักผ่อนแล้ว ตามความเชื่อยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังบวก ทั้งยังช่วยเติมพลังงานชีวิตด้วย ดังนั้น แนวทางการออกแบบควรเน้นเรื่องความสงบ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อการนอนหลับพักผ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำหลักฮวงจุ้ยเข้ามาปรับเสริมรับความสิริมงคล ให้เป็นเสมือนประตูเปิดต้อนรับแต่สิ่งดีๆ ดังนั้นวันนี้ Grit Build จึงจะมาแนะนำวิธีการ ออกแบบสร้างบ้าน ปรับห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ยเพื่อให้เกิดความสิริมงคลมากที่สุด

เทคนิคการออกแบบห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย

1. ตำแหน่งห้องนอนของเจ้าของบ้าน

ตามหลักฮวงจุ้ยกำหนดไว้ว่า ห้องนอนของเจ้าของบ้านควรออกแบบให้อยู่ด้านหลังสุด เพราะเป็นตำแหน่งของคนใหญ่ของบ้าน หรือตำแหน่งของประธาน โดยในส่วนของบริเวณหน้าบ้าน เป็นตำแหน่งบริวาร แต่ในหลักความเป็นจริง การออกแบบสร้างบ้าน ให้ห้องนอนอยู่บริเวณด้านหลัง มีความหมายคือ ด้านหลังบ้านเป็นพื้นที่สงบ ไม่วุ่นวาย ส่วนหน้าบ้านเป็นที่ที่มีแต่เสียงรบกวน เช่น เสียงคน เสียงรถ เป็นต้น การออกแบบให้ห้องนอนอยู่บริเวณหน้าบ้านอาจทำให้พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ จึงควรออกแบบให้ห้องนอนอยู่บริเวณหลังบ้านนั่นเอง

2. ทิศห้องนอนและทิศเตียงนอนที่ช่วยเสริมสิริมงคล

ห้องนอนเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อน และเติมพลังกาย ดังนั้น เพื่อการพักผ่อนที่ดี ควรออกแบบสร้างบ้านให้ห้องนอนควรมีความโปร่ง อยู่ในตำแหน่งของบ้านที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงสว่างจากธรรมชาติ นอกจากนี้ควรจัดวางเตียงนอนให้หันไปในทิศทางที่ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งแต่ละทิศจะมีความหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ทิศเหนือ นอกจากเป็นทิศที่เหมาะกับห้องนอนแล้ว ยังเป็นทิศแห่งความเจริญก้าวหน้าทางด้านการงานด้วย หันเตียงหาทิศนี้จะช่วยเพิ่มพลังและสร้างความเป็นผู้นำได้ดี
  • ทิศใต้ เป็นทิศที่ช่วยเสริมด้านชื่อเสียง เกียรติยศ และถือว่าเป็นทิศที่สิริมงคลที่สุดด้วย เพราะเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระองค์ได้นอนหันพระเศียรไปทางทิศใต้นั่นเอง
  • ทิศตะวันออก ทิศแห่งความสำเร็จ เป็นทิศที่ได้รับพลังจากดวงอาทิตย์มากที่สุด เมื่อหันเตียงเข้าหาทิศนี้ จะช่วยให้เจ้าของห้องตื่นเช้าขึ้นมาอย่างสดใส พร้อมรับวันใหม่อย่างกระฉับกระเฉง
  • ทิศตะวันตก ทิศนี้ถือเป็นทิศต้องห้าม เพราะคนไทยเชื่อว่าเป็นทิศอัปมงคล หากนอนหันหัวออกไปทางทิศนี้ จะทำให้เจ็บป่วย อายุสั้น และพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ 
ลักษณะการจัดวางตำแหน่งเตียงนอนที่ผิดหลักฮวงจุ้ย

เมื่อจัดทิศห้องนอนและเตียงนอนตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ยังมีฮวงจุ้ยเกี่ยวกับเตียงนอนอื่นๆ ที่ต้องหลีกเลี่ยงด้วย เพราะหากละเลยแล้ว อาจส่งผลที่ตรงข้ามกับสิริมงคลได้ โดยข้อควรระวัง มีดังนี้

  • ไม่ควรวางเตียงนอนขวางหรือตรงกับประตูห้อง  การวางเตียงไว้ตรงกับประตู ตามหลักฮวงจุ้ยกล่าวว่าเป็นการขวางพลังงานที่ดี ซึ่งในความเป็นจริง คือ อาจทำให้เจ้าของห้องรู้สึกถูกรบกวน สร้างความไม่สบายใจ หรืออาจเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นวิธีที่ถูก คือ ควรจัดตำแหน่งเตียงให้สามารถมองเห็นประตูได้เมื่อยู่บนเตียง
  • ไม่ควรให้เตียงนอนอยู่ใกล้ห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นสิ่งสกปรก ทางฮวงจุ้ยจึงเชื่อว่าการวางเตียงนอนใกล้ห้องน้ำ เปรียบเหมือนการวางห้องนอนไว้ในชักโครก ส่งผลให้สุขภาพไม่ดี และอาจถูกรบกวนการนอนได้ เช่น เสียงจากการใช้ห้องน้ำ เป็นต้น
  • ไม่ควรวางเตียงนอนระหว่างประตูและหน้าต่าง หากวางเตียงนอนในลักษณะดังกล่าว เปรียบเสมือนการวางเตียงนอนรับกับลมและฝนที่พัดผ่านทางหน้าต่างและประตู ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย และในหลักความเป็นจริง คือ อาจทำให้ผู้คนข้างนอกมองเห็นผู้อยู่อาศัยได้ง่าย ไม่มีความเป็นส่วนตัวนั่นเอง
  • ไม่ควรวางเตียงนอนตรงกับกระจก เพราะเงาสะท้อนจากกระจก จะรบกวนการนอนหรือรบกวนสายตาได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียด หรือเกิดภาพหลอนจากเงาสะท้อนได้ เพราะฉะนั้นควรวางกระจกไว้บริเวณที่มองไม่เห็นตัวเองจากที่นอน และไม่ควรหันกระจกออกไปนอกประตูด้วย

 

3. ห้องนอนต้องสะอาดอยู่เสมอ

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า ห้องนอนเป็นแหล่งพลังงานดี ช่วยเสริมดวงในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะดวงการงาน ถ้าไม่อยากดวงการงานติดขัดก็ควรทำความสะอาดห้องนอนอยู่เสมอ เพราะหากห้องนอนสกปรก มีของเกะกะ สายไฟระโยงระยางเต็มพื้นห้อง จะทำให้ไปขัดกับพลังงานดีที่ไหลเวียนในห้อง ทำให้ทำอะไรก็จะติดขัด รวมถึงใต้เตียงก็ต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่ควรนำสิ่งของ รองเท้า กระเป๋าเดินทางมาไว้ใต้เตียง หากมีที่เก็บของใต้เตียง ควรเก็บของที่เกี่ยวกับการนอน เช่น ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม เป็นต้น ดังนั้น เมื่อจัดห้องให้เป็นระเบียบ และเก็บของให้ถูกที่ถูกทางตามฮวงจุ้ยแล้ว ก็ต้องทำความสะอาดทั้งที่นอน หมอน ผ้าห่ม ผ้าม่านให้ครบด้วย เพื่อสร้างระเบียบให้ห้องนอน และช่วยเสริมพลังและดวงให้ราบรื่นยิ่งขึ้น

4. แยกห้องนอนกับห้องกิจกรรมให้เด็ดขาด

การ ออกแบบสร้างบ้าน ที่ดี ควรออกแบบให้ห้องนอนเป็นที่ที่มีไว้สำหรับพักผ่อนเท่านั้น กิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือการพักผ่อนต้องแยกออกจากห้องนอนให้เด็ดขาด เช่น การทำงาน อ่านหนังสือ และออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว การนำงานมาอยู่ในห้องนอนจะส่งผลต่อดวงความรักและการงาน ส่วนหนังสือจะมีพลังที่สามารถกระตุ้นจิตใจผู้อาศัย ทำให้จิตใจว้าวุ่นได้ เพื่อให้หลับสบายมากขึ้น จึงควรนำหนังสือแยกออกจากห้องนอน ส่วนเครื่องออกกำลังกาย เป็นแหล่งพลังงานของความกระตือรือร้น ซึ่งไม่เหมาะจะอยู่ภายในห้องนอน สรุปง่ายๆ คือ สิ่งที่จะทำให้เราไขว้เขว หรือกระตุ้นจิตใจผู้อาศัย ควรนำออกจากห้องนอนทั้งหมด หรือหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรหาม่านหรือฉากมากั้นห้องให้แยกจากกัน

5. ปรับสีห้องนอนตามวันเกิด เสริมดวงดี

สีผนังห้องนอนหากเป็นไปได้ออกแบบให้สีห้องนอนตรงกับสีมงคลประจำวันเกิดของตัวเอง เพื่อเสริมพลังงาน ดวง และเสริมสิริมงคลด้วย โดยที่สีนั้นๆ ต้องเป็นโทนสีที่ดูแล้วสบายตา ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป เพราะอาจรบกวนการนอนได้ ซึ่งสีมงคลประจำวันเกิดที่ควรนำมาทาผนังห้องนอน มีดังนี้

  • วันอาทิตย์ ใช้สีโทนสว่าง เช่น สีขาวหรือสีควันบุหรี่
  • วันจันทร์ ใช้สีโทนสว่าง เช่น สีเหลืองหรือสีครีมอ่อน
  • วันอังคาร ควรเป็นสีโทนเย็น เพราะคนเกิดวันอังคารมักมีนิสัยใจร้อน โดยใช้สีเขียวอ่อน สีฟ้าอ่อน เป็นต้น
  • วันพุธ (กลางวัน) สีที่ควรใช้ คือ สีดำและสีส้ม โดยเฉพาะสีดำ
  • วันพุธ (กลางคืน) ควรใช้สีเทาอ่อนหรือสีชมพูอ่อน
  • วันพฤหัสบดี ใช้สีแนวเอิร์ทโทน เช่น สีน้ำตาล
  • วันศุกร์ ควรใช้สีฟ้า สีเขียว หรือสีขาว
  • วันเสาร์ ควรใช้สีควันบุหรี่
6. ของตกแต่งเสริมฮวงจุ้ย

นอกจากการ ออกแบบสร้างบ้าน จัดทิศทางของห้องนอน และปรับทิศเตียงนอนให้ถูกต้องแล้ว เฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนก็สามารถช่วยเสริมสิริมงคลได้อีกด้วย โดยเฟอร์นิเจอร์เสริมฮวงจุ้ยสำหรับห้องนอน มีดังนี้

รูปภาพ

การนำรูปภาพมาตกแต่งห้องนอน ควรใช้เป็นภาพดอกไม้ หรือสวนดอกไม้ถือเป็นรูปภาพมงคลที่เหมาะกับการแต่งห้องนอน เพราะเป็นภาพที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ ให้ผู้อาศัยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว จะยังช่วยเสริมในเรื่องของความรักด้วย แต่ภาพที่ไม่ควรติดตั้งภาพน้ำ หรือภาพที่ใช้สีสันดูรุนแรง ฉูดฉาด เพราะน้ำจะพัดโชคลาภให้จากไป ส่วนภาพสีสันฉูดฉาดจะรบกวนสายตาและความสงบขณะที่นอนหลับด้วย

โต๊ะหัวเตียง

ควรตั้งโต๊ะหัวเตียงทั้ง 2 ฝั่งของเตียงนอน เพื่อให้เกิดความสมดุลกัน และตามหลักฮวงจุ้ยแล้วการตั้งโต๊ะหัวเตียง 2 ฝั่งจะช่วยป้องกันพลังร้ายๆ ขณะพักผ่อนด้วย โดยมุมของโต๊ะต้องโค้งมน ไม่แหลม เพื่อป้องกันอันตรายด้วย

ดอกไม้และแจกัน

การนำดอกไม้สดใส่แจกันแล้วนำมาไว้ในห้องนอน ตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่า จะช่วยเสริมดวงเรื่องความรัก ซึ่งดอกไม้ที่เหมาะกับการนำมาตกแต่งห้องนอน ควรเป็นดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอม เช่น ดอกลาเวนเดอร์ ดอกลิลลี่ เป็นต้น แต่การนำดอกไม้สดมาตกแต่งต้องระวังไม่ให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา ควรเปลี่ยนทุกๆ 7 วันจะดีที่สุด นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการนำต้นไม้มาปลูกในห้อง รวมถึงพืชหรือดอกไม้ที่มีหนาม เช่น กระบองเพชร กุหลาบ เพราะตามหลักฮวงจุ้ย ต้นไม้จะมาแย่งพื้นที่ในห้อง ส่วนพืชหรือดอกไม้ที่มีหนามเป็นเสมือนอุปสรรคในความสัมพันธ์ และขัดขวางความรักด้วย

ตู้เสื้อผ้า

ตู้เสื้อผ้าเป็นอีกไอเทมที่ช่วยเสริมพลังงานดี แต่ไม่ควรนำตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกเงาตั้งตรงข้ามกับเตียงนอน เพราะกระจกจะสะท้อนพลังไม่ดีเข้าตัว ทำให้เราเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่าย แต่หากเป็นตู้เสื้อผ้าทึบ สามารถตั้งตรงกับเตียงนอนได้เลย แต่ควรเก็บตู้เสื้อผ้าให้เรียบร้อย และไม่ควรมีของมากเกินความจำเป็น

พรม

ตามหลักฮวงจุ้ย ควรเลือกพรมสีเรียบเท่านั้น เพราะลวดลายที่ซับซ้อนเกินไปจะทำให้เกิดพลังงานที่วุ่นวายขึ้นได้ ซึ่งพรมสามารถวางไว้ข้างๆ เตียงนอน หรือหน้าประตูได้

Categories
ข่าวสาร

12 ข้อควรรู้ก่อนสร้างบ้านผู้สูงอายุ ให้ปลอดภัยและได้คุณภาพ

บริษัทรับสร้างบ้าน ในปัจจุบัน มักออกแบบสร้างบ้านให้สามารถรองรับผู้สูงอายุให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ และเนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ ทำให้หลายๆ ครอบครัวต้องดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งบ้านก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ โดยออกแบบให้เข้ากับจังหวะการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น ทางสำหรับรถเข็น ประตูบานเลื่อนกว้างพิเศษ ห้องครัวขนาดพอเหมาะพอดีกับผู้สูงอายุ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ บริษัทรับสร้างบ้าน อย่าง Grit Build คำนึงถึงอยู่เสมอ ทำให้เราสามารถออกแบบบ้านได้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุได้ วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำข้อควรรู้ก่อนสร้างบ้านผู้สูงอายุให้ปลอดภัยและมีคุณภาพ สำหรับท่านที่กำลังศึกษา หรือออกแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุนั่นเอง 

เมื่อสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ บริษัทรับสร้างบ้าน ใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง?

1. บันได

บันไดไม่ว่าจะเป็นบันไดหน้าบ้าน ในบ้าน หรือบันไดขึ้นชั้น 2 ล้วนเป็นจุดเสี่ยงอันตรายสำหรับผู้สูงอายุทั้งสิ้น เพราะเป็นจุดที่ต้องขึ้น – ลง เป็นประจำ ดังนั้นบริเวณบันไดของบ้านควรออกแบบให้รอบคอบ และควรคำนึงถึงการเดินขึ้น – ลง ของผู้สูงอายุ เช่น ทำให้บันไดมีแสงสว่างที่เพียงพอ ติดตั้งราวจับที่มั่นคง แข็งแรง เป็นต้น เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ยังควรมีวิธีการติดตั้ง ดังนี้ 

  • บริเวณบันไดควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ เพื่อให้มองเห็นขั้นบันไดได้อย่างชัดเจน
  • ควรมีราวจับที่มั่นคง โดยมีทั้ง 2 ฝั่ง ซ้าย -ขวา
  • บันไดควรใช้วัสดุปูพื้นบันไดที่ไม่ลื่น
  • ลูกนอนของบันไดควรมีขนาดเต็มเท้า และลูกตั้งของบันไดไม่ควรชันจนเกินไป
2. ประตู และหน้าต่าง

การออกแบบประตู หน้าต่างในบ้านที่มีผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่ บริษัทรับสร้างบ้าน และผู้ที่กำลังศึกษาต้องเอาใจใส่และวางแผนอย่างดี ควรเน้นให้ประตูและหน้าต่างเป็นแบบบานเลื่อน โดยใช้ที่เปิดประตูเป็นคันโยกแทนลูกบิดประตู เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นเข้า – ออกและเปิด – ปิดประตูได้ง่าย โดยประตูควรเพิ่มความกว้างเป็น 90 เซนติเมตร เพื่อรองรับรถเข็นให้สามารถเข้าออกได้สะดวก นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการมีธรณีประตูเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม ส่วนหน้าต่างควรอยู่ห่างจากพื้นบ้านไม่มากนัก โดยสูงจากพื้นประมาณ 50 ซม. เพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้ดี เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกบ้าน ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพกายใจของผู้สูงอายุ

3. พื้นบ้าน

พื้นบ้านก็เป็นอีกสิ่งที่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตเช่นกัน เพราะเป็นส่วนประกอบที่ทั้งบ้านต้องมี หากมีการออกแบบที่ตอบรับกับการเคลื่อนที่ของผู้สูงอายุ จะเพิ่มความปลอดภัยและทำให้การใช้ชีวิตภายในบ้านเป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งวัสดุปูพื้น สามารถใช้ได้ทั้งแบบกระเบื้อง และพื้นไม้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ พื้นผิวของพื้นต้องมีความฝืด ความหนืด เพื่อกันไม่ให้ผู้สูงอายุลื่นหรือเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับร่างกายของผู้สูงอายุได้ และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ควรออกแบบให้พื้นบ้านมีระดับเท่ากัน ไม่ควรทำพื้นที่ต่างระดับ หากจำเป็นต้องมี ก็ควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ แล้วควรมีสัญลักษณ์เตือนที่ชัดเจน นอกจากพื้นที่ต้องระวังแล้ว ยังมีเฟอร์นิเจอร์ที่ควรหลีกเลี่ยง อย่างพรมด้วย เพราะมีโอกาสสะดุดได้ แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรใส่ใจให้พรมติดแน่นกับพื้น ไม่พับขึ้นหรือนูนขึ้นมา เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุจะเดินสะดุดได้

4. ทางเดินและทางลาด

หากต้องการออกแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุ สิ่งหนึ่งที่ บริษัทรับสร้างบ้าน จะไม่มองข้ามคือทางเดินภายในบ้าน และทางลาด โดยภายในบ้านไม่ควรมีทางเดินต่างระดับจะดีที่สุด หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรมีสัญลักษณ์และแสงสว่างที่ชัดเจน ส่วนทางลาดหากมีทั้งในหรือนอกบ้าน ควรมีราวจับที่มั่นคง แข็งแรง เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้พยุงตัว และควรมีความกว้างประมาณ 90 -150 ซม. ไม่ควรชันเกิน 1 : 12 เพื่อรองรับการใช้รถเข็นได้สะดวก

Credit รูปภาพจาก สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
5. ห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นจุดหนึ่งของบ้านที่มีโอกาสทำให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับต้นๆ เพราะฉะนั้นการออกแบบสร้างบ้านในส่วนของห้องน้ำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสะดวกต่อการใช้งานของผู้สูงอายุและคนในบ้านด้วย โดยห้องน้ำที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ควรวางแผนและติดตั้ง ดังนี้

 

  • ห้องน้ำควรมีความกว้างตั้งแต่ 1.5-2 เมตร เพื่อให้เมื่อรถเข็นเข้าไปแล้วสามารถกลับตัวได้
  • ประตูควรเป็นแบบบานเลื่อน และควรกว้างอย่างน้อย 0.9 เมตร เพื่อความปลอดภัยและสะดวกต่อผู้ใช้รถเข็น
  • ไม่ควรทำพื้นต่างระดับ และควรทำแยกโซนเปียกและโซนแห้งอย่างชัดเจน
  • วัสดุปูพื้นห้องน้ำควรมีผิวสัมผัสที่หยาบ ไม่ทำให้เกิดการลื่น
  • อ่างล้างหน้าควรใช้แบบมีส่วนโค้งเว้า หรือแบบแขวนผนัง เพื่อให้รถเข็นสามารถสอดเข้าไปใต้อ่างล้างหน้าได้ และควรมีราวจับทั้งสองด้าน
  • โถสุขภัณฑ์ควรมีความสูงใกล้เคียงกันกับรถเข็น พร้อมมีราวจับ
  • ควรติดตั้งราวจับทั่วพื้นที่การใช้งาน เพื่อช่วยในการพยุง และเคลื่อนย้าย
  • ควรติดตั้งสัญญาณฉุกเฉิน เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
6. ห้องนอน

สำหรับผู้สูงอายุ ห้องนอนควรเป็นห้องที่ให้ความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน โดยควรออกแบบให้ห้องนอนอยู่ชั้นล่าง โดยมีห้องน้ำในห้องหรืออยู่ใกล้ห้องน้ำมากที่สุด และควรมีฟังก์ชันที่เหมาะกันการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น

  • ติดตั้งระบบไฟอัตโนมัติตามทางเดินที่ให้ความสว่างมากพอ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ
  • พื้นที่ในห้องนอนควรมีขนาดมากกว่า 10 – 12 ตร.ม. (ไม่รวมพื้นที่ห้องน้ำในตัว)
  • พื้นห้องควรสะอาดรักษาง่าย และควรกรุด้วยพื้นที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับแรงกระแทก หรือลดความรุนแรงหากเกิดการหกล้ม
  • เตียงนอนไม่ควรอยู่ในมุมอับ โดยมีความยาวไม่น้อยกว่า 180 ซม. และควรสูง 40 ซม. และมีพื้นที่ข้างเตียงอย่างน้อยด้านละ 90 ซม. เพื่อสะดวกในการลุก นั่ง นอน
  • ตู้เสื้อผ้า ประตูห้องนอน ประตูห้องน้ำ ควรใช้แบบบานเลื่อนเพื่อความสะดวกและปลอดภัย
  • ควรมีหน้าต่างในห้องนอนโดยสูงจากพื้นประมาณ 50 ซม. เพื่อสร้างความผ่อนคลาย
  • ควรมีสัญญาณฉุกเฉินที่สามารถหยิบใช้ได้ง่าย
7. ห้องนั่งเล่น

มุมพักผ่อนสำหรับผู้สูงอายุ เป็นอีกมุมที่ควรเอาใจใส่เช่นกัน โดย บริษัทรับสร้างบ้าน มักจะออกแบบให้ห้องนั่งเล่นสามารถเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ โดยจัดการเฟอร์นิเจอร์หรือวางข้าวของให้เป็นระเบียบ และเว้นช่องว่างไว้สำหรับรถเข็นด้วย ส่วนสายไฟ ปลั๊กไฟ ควรจัดระเบียบให้ดี ไม่ให้สายไฟระโยงระยางอยู่ที่พื้น หรือฝังผนังได้จะดีที่สุด เพื่อสะดวกต่อการใช้งานรถเข็น และป้องกันการสะดุดล้มได้

8. ห้องครัว

การออกแบบห้องครัวควรคำนึงถึงความสูงและความสะดวกสบายของผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม โดยจัดองค์ประกอบในห้องครัว ดังนี้

  • ตู้ติดผนังสำหรับเก็บของควรพอดีกับความสูงของผู้สูงอายุ
  • เคาน์เตอร์ทำอาหาร/เตรียมอาหาร ควรมีความสูงที่ผู้สูงอายุสามารถยืนเตรียมอาหารได้อย่างพอดี เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมก้มๆ เงยๆ หรือเขย่งตัว และมุมของเคาน์เตอร์ควรเป็นขอบมน
  • ที่เก็บมีดและแก้ว ควรอยู่ในระดับที่หยิบใช้งานหรือเก็บได้ง่าย ไม่ควรอยู่ในที่สูง

นอกจากงานฟังก์ชันการใช้งานที่ต้องระวังแล้ว การจัดวางตำแหน่งพื้นที่ใช้สอยในครัวควรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย เช่น ส่วนล้างจานควรอยู่ในพื้นที่ด้านในสุดของครัว ไม่ควรอยู่ใกล้บริเวณทางเดินหลัก เพื่อป้องกันการลื่นล้ม และควรมีระบบระบายอากาศที่ดี และมีแสงสว่างที่เหมาะสมด้วย

9. ที่จอดรถ

บริษัทรับสร้างบ้าน โดยส่วนใหญ่จะออกแบบที่จอดรถสำหรับผู้สูงอายุควรออกแบบให้มีขนาดตั้งแต่ 2.4 x 6 เมตร เป็นต้นไป โดยเว้นระยะข้างเพิ่มอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อเป็นทางสำหรับรถเข็นผ่าน และควรเป็นที่จอดรถแบบมีหลังคาเพื่อกันแดดกันฝนระหว่างที่ผู้สูงอายุกำลังขึ้น – ลงรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และความสะดวกสบายมากขึ้น

10. ระบบไฟ
  • บ้านสำหรับผู้สูงอายุ แสงสว่างที่เพียงพอก็เป็นอีกจุดสำคัญที่สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนมากมักมีปัญหาด้านสายตา แสงสว่างที่มากพอ จะช่วยให้การมองเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยภายในบ้านต้องมีแสงสว่างที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะจุดที่สำคัญ เช่น ระหว่างห้อง ภายในสู่ภายนอก โดยเฉพาะมุมอับอย่างบันได ทางเดินเข้าห้องน้ำ เป็นต้น โดยสวิตซ์ไฟควรมีขนาดใหญ่ ชัดเจนพอสำหรับผู้สูงอายุ และฟังก์ชันไม่ควรซับซ้อน มีสีขาวเรืองแสงได้ในที่มืด และควรอยู่ในระยะที่ผู้ใช้รถเข็นเปิด – ปิดได้สะดวก หรือสามารถติดตั้งระบบไฟอัตโนมัติเพิ่มเติม จะเป็นผลดีต่อผู้สูงอายุในตอนกลางคืนด้วย

11. พื้นที่รอบบ้าน

ผู้สูงอายุบางท่านที่จำเป็นต้องอยู่แต่ในบ้าน อาจก่อให้เกิดความเครียดสะสม ดังนั้นการมีพื้นที่รอบบ้านที่สามารถให้ผู้สูงอายุไปพักผ่อน หรือสามารถทำกิจกรรมเบาๆ ย่อมเป็นผลดีกับจิตใจของผู้สูงอายุเองด้วย เช่น การเดิน การออกกำลังกายเบาๆ เลี้ยงสัตว์ ชมดอกไม้ ปลูกต้นไม้ หรือมีมุมพักผ่อนใต้ร่มเงาของต้นไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ภายในสวนก็ควรมีทางลาดสำหรับรถเข็น และไม่ควรมีทางต่างระดับด้วย ซึ่ง บริษัทรับสร้างบ้าน อย่าง Grit Build มักให้ความสำคัญกับพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนในบ้าน ไม่ว่าจะช่วงอายุไหนเสมอ จึงสามารถรับรองได้ว่า การมีพื้นที่สีเขียวรอบบ้าน ย่อมปลอบประโลมจิตใจของผู้คนในบ้านได้ดี โดยเฉพาะผู้สูงอายุนั่นเอง

12. สัญญาณเตือน หรือสัญญาณฉุกเฉิน

ทุกๆ ห้องภายในบ้านสำหรับผู้สูงอายุนั้น ควรติดตั้งสัญญาณเตือน หรือ สัญญาณฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้สูงอายุขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นได้ทันท่วงที และยังสามารถเป็นหูเป็นตาให้กับลูกหลานยามที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ ซึ่งในปัจจุบัน สัญญาณเตือนฉุกเฉินสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุได้รวดเร็วนั่นเอง โดยจุดนี้สามารถปรึกษากับ บริษัทรับสร้างบ้าน ที่คุณใช้บริการอยู่ได้ด้วยครับ

การสร้างบ้านผู้สูงอายุนั้น มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงอย่างรอบคอบ ดังที่กล่าวไปข้างต้น เพราะผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่ต้องเอาใจใส่ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความสบายกายและสบายใจของผู้สูงอายุมากๆ ดังนั้น การวางแผน การเลือกแบบบ้าน หรือเลือกใช้บริการ บริษัทรับสร้างบ้าน ที่มีความเป็นมืออาชีพและละเอียดรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพื่อช่วยให้บ้านสามารถอาศัยได้ยาวนาน ทั้งยังมีคุณภาพในระยะยาวด้วย และหากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาเรื่องบ้าน หรือต้องการบริษัทรับสร้างบ้านที่สามารถดูแลควบคุมการสร้างบ้านตั้งแต่เริ่มต้นจนจบอย่างรอบคอบและใส่ใจ สามารถเลือกใช้บริการ Grit Build  ติดต่อเราได้ทุกเมื่อเลยครับ

Categories
ข่าวสาร

เนรมิตให้บ้านร่มรื่นน่าอยู่ ด้วยเทคนิคของ บริษัทรับสร้างบ้าน

บ้านเป็นสถานที่ที่คนในครอบครัวใช้เวลาพักผ่อนด้วยมากที่สุด บริษัทรับสร้างบ้าน จึงให้ความสำคัญกับการตกแต่งบ้านให้มีพื้นที่เหมาะกับการพักผ่อน โดยการตกแต่งให้บ้านร่มรื่น มีอากาศบริสุทธิ์ เพราะนอกจากจะทำให้บ้านน่าอยู่ ยังส่งผลดีกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย แต่คำว่าร่มรื่น ไม่ใช่แค่การนำต้นไม้มาตกแต่งเยอะๆ ก็เรียกร่มรื่นได้ แต่ต้องมีส่วนอื่นๆ ของบ้านมาประกอบกันด้วย

โดยส่วนใหญ่แล้วขั้นตอนการตกแต่งบ้านมักให้บริษัทรับสร้างบ้านออกแบบไปพร้อมกับตัวบ้านเลย เพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรที่ดิน และยังทำให้ดีไซน์บ้านและสวนเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย แต่หากใครที่กำลังสนใจหาความรู้เพิ่มเติม วันนี้ Grit Build ก็มีเทคนิคการตกแต่งบ้านที่ บริษัทรับสร้างบ้าน เขามักใช้กันมาแนะนำด้วย จะมีอะไรบ้าง ตามไปอ่านกันเลยครับ

เทคนิคการตกแต่งบ้านน่าอยู่ ดูร่มรื่น โดย บริษัทรับสร้างบ้าน

จากที่กล่าวมาข้างต้น บ้านเป็นสถานที่ที่เราใช้ชีวิต และพักผ่อนมากที่สุด การมีบ้านที่ส่งผลดีต่อสุขภาพและจิตใจย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ ซึ่งวันนี้สไตล์การตกแต่งบ้านให้ร่มรื่น น่าอยู่ ที่ Grit Build จะมาแนะนำ คือ สไตล์ ORGANIC LIVING หมายความง่ายๆ คือ สไตล์การตกแต่งบ้านให้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดย บริษัทรับสร้างบ้าน มีวิธีตกแต่งบ้านให้ร่มรื่นและน่าอยู่ ดังต่อไปนี้

1. ตกแต่งผนังห้องด้วยโทนสีธรรมชาติ

นอกจากสีจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมนุษย์แล้ว ยังส่งผลต่อบรรยากาศในบ้านด้วย หากคุณต้องการบ้านที่ร่มรื่น ดูน่าอยู่ และสบายตา ควรใช้สีโทนอ่อน สีแนวเอิร์ธโทน หรือสีธรรมชาติ ซึ่งสีธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเขียวเสมอไป แต่เป็นสีที่เห็นได้ทั่วไปจากธรรมชาติ เช่น สีท้องฟ้า สีน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งสีโทนที่กล่าวมานี้จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย สงบสุข และช่วยให้บ้านดูสว่าง โปร่งสบาย เหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้กับบ้านได้อย่างดี

ข้อควรระวังในการเลือกใช้สีตกแต่งผนังห้อง ควรหลีกเลี่ยงสีสด เพราะจะทำตัวบรรยากาศบ้าน เปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามทันที และควรทาสีด้านแทนการใช้สีมันจะเกิดผลดีที่สุด

2. ตกแต่งพื้นด้วยไม้ และสีเรียบ

การใช้ไม้เป็นส่วนประกอบของการตกแต่งบ้าน เป็นอีกส่วนหนึ่งของการตกแต่งบ้านให้ดู Organic Living หากใช้ไม้จริง จะให้ความรู้สึกที่มีรสนิยม แต่ต้องแลกมากับการดูแลที่ยากกว่าพื้นกระเบื้อง ซึ่งคุณสามารถใช้วัสดุที่ทดแทนไม้จริงได้ อย่างเช่น ลามิเนต หรือไฟเบอร์ซีเมนต์สำหรับภายนอก เพราะนอกจากจะสามารถดูแลง่ายกว่าพื้นไม้จริง และปลอดภัยจากปลวก หรือแมลงแล้ว ยังเสริมให้บ้านดูร่มรื่นและน่าอยู่ขึ้นอีกด้วย

3. เพิ่มพื้นที่สีเขียว

โดยธรรมชาติแล้ว สีเขียวเป็นสีที่ทำให้มนุษย์ผ่อนคลายที่สุด บริษัทรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ จึงมักตกแต่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวไว้ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของที่มีโทนสีเขียวให้แซมอยู่ในบ้านด้วย จะเติมมากหรือเติมน้อย คุณสามารถออกแบบ หรือให้ บริษัทรับสร้างบ้าน ที่คุณใช้บริการออกแบบให้ตามใจชอบได้

หากคุณสนใจใช้ต้นไม้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์ก็สามารถทำได้ เพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยผลิตออกซิเจน ทำให้ในบ้านมีอากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนตลอดเวลา และยังเพิ่มบรรยากาศที่สดชื่นให้บ้านด้วย แต่ข้อควรระวังคือ ควรเลือกพันธุ์ต้นไม้ให้เหมาะสมกับการปลูกในบ้าน มิเช่นนั้นอาจส่งผลเสียให้ตัวของคุณเองได้

ห้องพระตามหลักฮวงจุ้ย
4. ใช้วัสดุจากธรรมชาติ

หากคุณต้องการตกแต่งบ้านสไตล์ Organic Living การใช้วัสดุจากธรรมชาติมาตกแต่งบ้านก็เป็นส่วนสำคัญที่จะเพิ่มความ Organic มากขึ้น โดยสามารถใช้ ไม้ หิน ผ้าฝ้าย จะช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย สบายตามากขึ้น และการใช้เฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ ยังช่วยดูดซับเสียงและความร้อนได้ ซึ่งในปัจจุบันก็มีเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ไม้ที่ปลูกขึ้นมาเพื่อเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ นอกจากจะลดการตัดไม้ทำลายป่าแล้ว ยังตอบโจทย์การตกแต่งแบบ Organic Living และคนรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

5. เพิ่มมิติให้บ้านด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

การตกแต่งบ้านที่ดี นอกจากจะทำให้บ้านสบายตาแล้ว “กลิ่น” ก็มีความสำคัญที่ช่วยให้คนในบ้านรู้สึกผ่อนคลายได้อีกด้วย โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการตกแต่งกลิ่น เช่น เทียนหอม ก้านน้ำหอม เครื่องพ่นไอน้ำ โดยกลิ่นที่ใช้ควรเป็นกลิ่นธรรมชาติ อย่างดอกไม้ ใบไม้ หรือกลิ่นที่ทำให้สดชื่น เพราะจะช่วยเพิ่มมิติให้บ้านดูสดชื่นและน่าอยู่มากขึ้น

6. ตกแต่งบ้านด้วยรูปธรรมชาติ หรือภาพน้อยสี

​​​สีสันที่เกิดจากธรรมชาติจะเป็นสีที่ไม่สดจนเกินไป ดังนั้นการตกแต่งด้วยภาพถ่าย ภาพวาด หรือภาพธรรมชาติ ก็สามารถนำมาเพิ่มลูกเล่นให้บ้านไม่น่าเบื่อ และยังตอบโจทย์การตกแต่งบ้านสไตล์ Organic Living ได้ดีเช่นกัน

Credit รูปภาพจาก blovkliving
7. ออกแบบให้บ้านมีแสงจากธรรมชาติ

บริษัทรับสร้างบ้าน ที่ต้องตกแต่งบ้านสไตล์ Organic Living จะคำนึงถึงข้อนี้ไว้อันดับแรกๆ โดยมักจะติดตั้งหน้าต่างบานใหญ่ หรือกระจกบานเลื่อนแทนประตูทึบ เพราะต้องการให้แสงจากธรรมชาติส่องถึงข้างในบ้านได้อย่างพอเหมาะ เพราะหากในบ้านมีแสงจากธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มบรรยากาศในบ้านให้สดชื่น ดูสว่าง ปลอดโปร่ง และอยู่สบายมากขึ้นนั่นเอง

8. ควบคุมเสียงรบกวนจากภายนอก

เสียงรบกวนจากภายนอก เป็นอุปสรรคหลักๆ ที่ทำให้บ้านดูไม่ร่มรื่น และไม่น่าอยู่ที่สุด ซึ่ง บริษัทรับสร้างบ้าน ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาแนะนำ โดยใช้วัสดุอย่างไม้อัด แผ่นโฟม หรือผ้าม่านกันเสียง มาใช้เพื่อควบคุมเสียงรบกวนจากภายนอกนั่นเอง

9. ดูแลรักษาบ้านอย่างสม่ำเสมอ

บ้านที่สะอาดเรียบร้อยย่อมดูร่มรื่นและน่าอยู่มากกว่าบ้านที่รกและสกปรก เราสามารถดูแลรักษาความสะอาดบ้านได้ง่ายๆ ด้วยการปัดกวาดเช็ดถูเป็นประจำ และกำจัดขยะอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ บ้านที่น่าอยู่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วครับ

ข้อดีของการตกแต่งบ้านสไตล์ Organic Living ด้วยต้นไม้และธรรมชาติ

  • ช่วยทำให้บ้านดูร่มรื่น น่าอยู่อาศัย ด้วยต้นไม้และเฟอร์นิเจอร์ ช่วยเพิ่มความสดชื่นและทำให้บ้านดูมีมิติ มีชีวิตชีวามากขึ้น
  • ช่วยผ่อนคลายความเครียด การตกแต่งสไตล์ Organic Living ทำให้คนในบ้านรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้
  • ช่วยให้มีอากาศบริสุทธิ์ไหลเวียน โดยต้นไม้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนออกมา ทำให้ลดมลภาวะทางอากาศและช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น
  • ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ต้นไม้ช่วยดูดซับความชื้นจากอากาศ ทำให้อากาศไม่แห้งจนเกินไป
  • ช่วยลดเสียงรบกวน ต้นไม้ช่วยดูดซับเสียงและลดเสียงสะท้อน ทำให้รู้สึกสงบขึ้น
  • ช่วยลดความร้อนในบ้าน เฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ จะช่วยดูดซับความร้อนในบ้านได้ด้วย
ตัวอย่างแบบบ้าน Cayla

ไอเดียการตกแต่งบ้านร่มรื่นด้วยวิธีอื่นๆ

นอกจากการตกแต่งภายในบ้านแล้ว ยังมีไอเดียการตกแต่งบ้านภายนอกอีกมากมาย ที่จะทำให้บ้านของเราน่าอยู่อาศัยมากขึ้น  โดย Grit Build คัดวิธีที่เหมาะสมมาให้ ดังนี้

  • เพิ่มมุมนั่งเล่นในสวน เป็นวิธีที่ช่วยให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น โดยการตกแต่งควรใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น เก้าอี้ไม้ หรือหวาย เพิ่มมุมดอกไม้ เพื่อสร้างบรรยากาศให้สดชื่นและผ่อนคลาย
  • บ่อน้ำหรือน้ำพุ เป็นวิธีที่ช่วยให้รอบบ้านของคุณสงบร่มเย็นขึ้น โดยสามารถขุดบ่อน้ำหรือนำน้ำพุมาวางประดับตกแต่งใกล้กับบริเวณนั่งเล่นในสวน นอกจากจะเพิ่มความสวยงามให้สวนของบ้านแล้ว เสียงน้ำไหลยังช่วยให้คนที่ได้ยินรู้สึกผ่อนคลายนั่นเอง
  • สวนริมระเบียง หากบริเวณบ้านมีพื้นที่ระเบียง การจัดสวนริมระเบียงก็ช่วยให้บ้านน่าอยู่ขึ้น โดยเลือกปลูกต้นไม้ขนาดเล็กหรือไม้เลื้อย แต่ก็ต้องแลกมากับการดูแลสม่ำเสมอ ให้บ้านดูน่าอยู่ ไม่รกเพราะไม้เลื้อยรอบบ้านนั่นเอง

ไอเดียการตกแต่งบ้านแบบ Organic Living นอกจากจะเป็นสไตล์ที่ช่วยให้เราใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นแล้ว ยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย มากกว่านั้นยังช่วยให้บ้านมีมิติ ร่มรื่น สบายตา ยังช่วยเรื่องสุขภาพจิตใจด้วย หากใครที่กำลังสนใจสร้างบ้านโดยตกแต่งบ้านให้ร่มรื่น น่าอยู่อาศัย สามารถใช้บริการของ บริษัทรับสร้างบ้าน อย่าง Grit Build ได้นะครับ

Categories
ข่าวสาร

ออกแบบสร้างบ้าน อย่างไร? ให้ถูกทิศทางลมและแสงแดด

สิ่งสำคัญของการสร้างบ้านหลังหนึ่ง คือการวางแผนการสร้างบ้านให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างบริษัทรับสร้างบ้านที่น่าเชื่อถือ ออกแบบสร้างบ้าน และฮวงจุ้ยการจัดห้องต่างๆ อีกหนึ่งข้อสำคัญที่ควรใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ คือทิศทางลมและแสงแดด เพราะหากหันหน้าบ้านไปในทิศทางลมและแสงแดดที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้บ้านเย็นสบายตลอดปีแล้ว ยังสามารถลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการเปิดไฟ ทำให้ประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น Grit Build อยากให้คำแนะนำสำหรับมือใหม่ในการ ออกแบบสร้างบ้าน โดยดูเรื่องทิศทางลมและแสงแดดอย่างเข้าใจง่ายที่สุดก่อนนะครับ

ทิศทางลม คืออะไร

ทิศทางลม คือ กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ผ่านเข้ามาตามทิศต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องที่ห้ามมองข้าม เพราะหากคุณเข้าใจการเคลื่อนที่ของลม จะสามารถนำมาใช้ในการ ออกแบบสร้างบ้าน หรือวางแปลนผังบ้านลงบนตำแหน่งของพื้นที่สำหรับปลูกบ้าน เพื่อให้บ้านหันไปในทิศทางที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและตำแหน่งที่ตั้ง

ในประเทศไทยมี 3 ฤดู ซึ่งในแต่ละฤดูมีทิศทางลมที่แตกต่างกัน โดยในฤดูร้อน ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม จะมีลมพัดมาจากทางทิศใต้ ลมทิศนี้จะช่วยดับความร้อนได้ดี ในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน เป็นลมมรสุมที่พัดมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ลมหนาวจะถูกพัดมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 

เมื่อรู้จักกระแสลมแต่ละฤดู และเข้าใจทิศทางของลมแล้ว สิ่งสำคัญคือการออกแบบให้หน้าบ้านหันไปทางที่ถูกทิศ เพื่อให้ได้รับลมที่ถูกต้องนั่นเอง ซึ่งการหันหน้าบ้านเข้าหาทิศที่ถูกต้อง จะทำให้บ้านมีช่องทางลมหมุนเวียนภายในบ้านได้ดี ไม่ร้อน และเย็นสบายตลอดทั้งปี

Credit รูปภาพจาก website บ้านและสวน

หน้าบ้านควรหันเข้าหาทิศทางลมไหน

  1. ทิศใต้ เป็นทิศที่ควรหันหน้าบ้านเข้าหาที่สุด เมื่อคุณเลือกหันหน้าบ้านไปทางทิศนี้ ลมจากทางทิศใต้จะพัดเข้ามาในบ้านมากที่สุด บ้านจะเย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว ทำให้อากาศไหลเวียนได้ดี หากต้องการให้บ้านเย็นสบายมากขึ้น สามารถสร้างบ่อน้ำหรือสระน้ำไว้บริเวณหน้าบ้านได้ เพราะลมจากทิศใต้จะพัดความเย็นจากบ่อน้ำหน้าบ้านเข้ามาในบ้านด้วย แต่ไม่แนะนำให้ปลูกต้นไม้ใหญ่บริเวณหน้าบ้าน เพราะจะบังลมที่ควรจะเข้ามาในบ้านนั่นเอง
  2. ทิศตะวันตก​ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ลมที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นลมมรสุม ทำให้ทิศตะวันตกเป็นทิศที่อยู่ในแนวของร่องลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือลมมรสุมฤดูร้อนพัดผ่าน ควรหลีกเลี่ยงการหันหน้าบ้านมาในทิศนี้ เพราะอาจเกิดความเสียหายจากพายุฝนได้ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราแนะนำให้ปลูกต้นไม้ไว้หน้าบ้าน เพราะต้นไม้สามารถลดแรงปะทะจากพายุฝนไม่ได้สาดเข้ามาในบ้านได้ โดยควรปลูกไว้ห่างจากตัวบ้านเยอะหน่อย และไม่ควรปลูกต้นไม้สูงและใหญ่จนเกินไป เพื่อกันไม่ให้ต้นไม้ล้มทับบ้านเมื่อเกิดพายุแรงๆ 
  3. ทิศตะวันออก ทิศนี้เป็นทิศที่ลมหนาวพัดผ่าน ทำให้บ้านเย็นสบาย อากาศดี แต่เราไม่แนะนำให้หันหน้าเข้าทิศนี้สักเท่าไหร่ แม้ว่าในฤดูหนาวจะเย็นสบาย แต่เมื่อเข้าหน้าร้อนจะทำให้บ้านร้อนอบอ้าว ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยก็เห็นว่าทิศนี้ไม่ใช่ทิศที่ดีสักเท่าไหร่เช่นกัน เพราะตามความเชื่ออาจทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยบ่อย หรือสุขภาพไม่ค่อยดี 
  4. ทิศเหนือ เป็นทิศที่แสงแดดส่องถึงน้อยที่สุด และเป็นทิศที่ได้รับลมหนาวจากเมืองจีน เมื่อหันหน้าไปทางทิศนี้จะทำให้บ้านเย็น ในฤดูหนาวลมจะเข้าทางหน้าบ้าน รับลมหนาวได้แบบเต็มๆ  แต่เมื่อเป็นทิศที่แสงแดดส่องถึงน้อย ข้อควรระวังคือ อาจทำให้บ้านเกิดความอับชื้น และระบายอากาศได้ไม่ดีเท่าที่ควร หากหันหน้าเข้าหาทิศเหนือ อาจต้องใช้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งทำได้โดยง่ายคือคอยทำความสะอาดบ้านให้ดีอยู่เสมอ
ตัวอย่างแบบบ้าน Crystal

ทิศทางแสงแดด กับการ ออกแบบสร้างบ้าน

ทิศทางของแสงแดด จะเปลี่ยนไปตามที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ โดยเริ่มจากทิศตะวันออก เวียนไปทางทิศใต้ แล้วจบที่ทางทิศตะวันตก ทำให้ทิศที่แทบไม่โดนแสงแดดเลยคือทิศเหนือ เพราะฉะนั้นการ ออกแบบสร้างบ้าน จึงควรดูทิศทางแสงแดดเพื่อจัดตำแหน่งห้องให้เหมาะสม เพราะการขึ้นลงของพระอาทิตย์ มีผลต่อความร้อนที่เข้ามาในบ้านด้วย โดยช่วงที่ร้อนที่สุดของวันจะเป็นช่วงเที่ยงและบ่าย ทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงใต้จึงได้รับอิทธิพลจากแสงแดดมากที่สุด

  1. ทิศเหนือ ไม่เพียงแต่เป็นทิศที่โดนแดดส่องน้อยที่สุดของวัน แต่เรียกได้ว่าแดดส่องน้อยที่สุดทั้งปี ทำให้ห้องที่อยู่ทางทิศเหนือ จะเย็นสบายตลอดปี ดังนั้น ห้องที่ควรอยู่ทางทิศเหนือ ควรเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องนอน เพราะเป็นห้องที่ใช้เวลาพักผ่อนเยอะ ควรอยู่ในทิศที่เย็นสบายจะดีที่สุด
  2. ทิศใต้ เป็นทิศที่โดนแสงแดดตลอดวันและตลอดปี แต่เป็นทิศที่มีลมพัดผ่านตลอด ทำให้บริเวณทิศใต้ของบ้านมีอากาศถ่ายเท ไม่ร้อนจนเกินไป สามารถเพิ่มความร่มเย็นได้ โดยปลูกต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มเงา จะสามารถลดความร้อนได้มากขึ้น ห้องที่ควรอยู่ทิศใต้ สามารถเป็นห้องทานอาหารได้
  3. ทิศตะวันออก เป็นทิศที่แสงอาทิตย์เริ่มขึ้นมาสาดส่อง ทำให้ตัวบ้านได้รับแดดไม่แรงมากและได้รับแสงแดดเพียงครึ่งวันเท่านั้น ทำให้ห้องที่อยู่ทางทิศนี้ไม่ร้อนมากนัก สำหรับใครที่ชอบแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า สามารถเลือกจัดตำแหน่งห้องนอนและห้องนั่งเล่นทิศนี้ได้เช่นกัน
  4. ทิศตะวันตก เป็นทิศที่ได้รับแสงแดดและความร้อนมากที่สุด เพราะเป็นแสงตั้งแต่ตอนเที่ยงถึงตอนเย็น ซึ่งเป็นแดดที่ร้อนที่สุดของวัน และพื้นถนนหรือพื้นปูนจะกักเก็บความร้อน ทำให้บริเวณบ้านฝั่งนี้จะร้อนมากๆ ดังนั้น ห้องที่ควรอยู่ทางทิศตะวันตก ควรเป็นห้องน้ำ หรือห้องซักล้าง

ข้อดีและข้อเสียของทิศทางลมและแสงแดดที่ส่งผลต่อบ้าน

การเข้าใจและสามารถอ่านทิศทางลมและแสงแดดออก เป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะสามารถออกแบบสร้างบ้าน ได้อย่างถูกทิศถูกทาง และเหมาะสมต่อการใช้งานแล้ว ยังทำให้บ้านน่าอยู่ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และสามารถประหยัดพลังงานได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีและข้อเสียของทิศทางลมและแสงแดดที่มีต่อบ้าน มีดังนี้

ข้อดีของบ้านที่ตั้งรับทิศทางลมได้ถูกต้อง

– ได้บ้านประหยัดพลังงาน เนื่องจากตัวบ้านถ่ายเทอากาศได้สะดวก ไม่ร้อนอบอ้าว และเย็นสบาย
– ยืดอายุการใช้งานของบ้าน เนื่องจากลดแรงปะทะโดยตรงกับสภาพอากาศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแดด ลม และฝน
– สนุกกับการจัดการพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ภายในบ้านให้เข้ากับทิศทางลม เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน โดยใช้ประโยชน์จากแสงแดดและลมจากธรรมชาติ

ข้อเสียของบ้านที่ตั้งรับทิศทางลมไม่ถูกต้อง

– หากบ้านอยู่ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม เช่น หันหน้าบ้านไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นลมมรสุม เมื่อเกิดพายุฝนลมฟ้ากระหน่ำ จะทำให้บ้านเกิดความเสียหายได้ เนื่องจากเป็นสุดเสี่ยงจากการพัดผ่านของกระแสลมและฝนโดยตรง

– หากจัดตำแหน่งห้องพักที่ไม่เหมาะสมกับแสงแดด เช่น เลือกให้ห้องนอนอยู่ในทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ทำให้บ้านร้อนที่สุด อาจทำให้พักผ่อนไม่สบาย ไปจนถึงอยู่อาศัยอย่างไม่มีความสุขได้

สรุปได้ว่า การเข้าใจและให้ความสำคัญเรื่องทิศทางลมและแสงแดดเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งบริษัทรับสร้างบ้านอย่าง Grit Build เราออกแบบบ้าน ให้แต่ละห้องอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้บ้านที่ตอบโจทย์การใช้งานและปลอดโปร่งอยู่สบาย แต่หากคนที่เป็นเจ้าของบ้านที่กำลังสนใจสร้างบ้าน ถ้ามีความรู้เรื่องนี้ไว้ ก็จะช่วยให้เข้าใจและวางแผนสร้างบ้านได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ได้บ้านที่อยู่สบาย ถูกใจ และได้ใช้ประโยชน์จากลมและแสงแดดได้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มพูนความสุขของคนในบ้านหรือคนในครอบครัวได้อีกด้วย

Categories
ข่าวสาร

วิธี ออกแบบสร้างบ้าน ให้ห้องพระเสริมสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย

ห้องพระ ห้องที่สำคัญที่สุดอีกห้องในบ้าน เป็นสถานที่ที่ชาวพุทธให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เพราะเป็นสถานที่ที่ชาวพุทธมักใช้ไหว้พระ สวดมนต์ กราบไหว้ขอพร บูชาให้ความเคารพ ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าหากตั้งห้องพระให้ดี จะช่วยเสริมให้บ้านสงบร่มเย็น สามารถเกื้อหนุนคนในบ้านให้มีทั้งบารมี และเสริมสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยด้วย การจัดตำแหน่งห้องพระจึงเป็นอีกเรื่องที่เจ้าของบ้านและบริษัทรับสร้างบ้านควรให้ความสำคัญ โดยต้องใส่ใจตั้งแต่การ ออกแบบสร้างบ้าน นั่นเอง

 วันนี้ บริษัทรับสร้างบ้าน Grit Build จึงมาแนะนำวิธีการ ออกแบบสร้างบ้าน ที่มีการจัดตำแหน่งห้องพระอย่างถูกต้อง เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยกัน

การจัดตำแหน่งห้องพระ ให้เกิดสิริมงคล

ตัวอย่างแบบบ้าน Onyx ที่ถูกออกแบบให้ห้องพระอยู่ชั้นบนสุดของบ้าน
1. ห้องพระที่ดี ควรอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบ้าน
  1. ชาวพุทธเชื่อว่า พระพุทธรูปเป็นของสูง เปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ ที่ควรมีเอาไว้เพื่อสักการบูชา ดังนั้น การออกแบบสร้างบ้าน จึงควรให้ห้องพระอยู่ชั้นบนสุดของบ้าน ไม่ควรอยู่ชั้นล่างหรือต่ำกว่าผู้อยู่อาศัย เพราะอาจมีการนอนคร่อม หันปลายเท้าเข้าหาองค์พระ หรือเดินข้ามไปมาได้  เป็นเหตุผลให้ควรตั้งห้องพระอยู่บนสุด เพื่อความมงคลและแสดงถึงความเคารพนั่นเอง

    แต่หากเจ้าของบ้านที่อาจมีพื้นที่บ้านจำกัด ทำให้จำเป็นต้องเลือกตั้งห้องพระไว้บริเวณชั้นล่าง ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าห้องที่อยู่ด้านบนห้องพระเป็นห้องน้ำหรือไม่ ถ้าตรงต้องเปลี่ยนที่ให้ตรงกับห้องว่างที่ไม่มีคนใช้งานดีกว่า แต่หากจะให้แน่นอนที่สุด ควรวางแผนให้ถี่ถ้วนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจัดตำแหน่งห้องพระให้เหมาะสมที่สุด

2. ห้องพระไม่ควรอยู่ติด หรือใช้กำแพงเดียวกับห้องน้ำ

ตามกฎเบญจธาตุ หรือธาตุทั้ง 5 ห้องพระถือเป็นธาตุไฟ ส่วนห้องน้ำถือเป็นธาตุน้ำ ในความเป็นจริง น้ำกับไฟเป็นสิ่งที่ขัดกันและไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้อยู่แล้ว ตามหลักฮวงจุ้ยก็เช่นกัน การนำห้องพระที่เป็นธาตุไฟ และห้องน้ำที่เป็นธาตุตรงข้ามมาอยู่ใกล้กัน จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเสื่อมลง เนื่องจากน้ำจะบั่นทอนไฟไปเรื่อยๆ แต่หากเจ้าของบ้านได้ออกแบบสร้างบ้าน หรือสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้นำผ้าม่าน ตู้ไม้ หรือแผ่นไม้มากั้นกลางระหว่างห้องพระและห้องน้ำแทน เพื่อช่วยกันไม่ให้ทั้ง 2 ธาตุขั้วตรงข้ามมาเจอกัน หากไม่หาสิ่งใดมากั้น นอกจากจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ถูกบั่นทอนแล้ว อีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่า จะทำให้เงินทองรั่วไหล เก็บเงินไม่อยู่อีกด้วย

ห้องพระที่ดี ต้องเงียบสงบและอากาศถ่ายเท
3. ห้องพระควรอยู่ในมุมที่เงียบสงบ

ห้องพระนอกจากจะเป็นที่กราบไหว้ สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีกิจกรรมอย่างการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ที่เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างมาก ห้องพระจึงควรออกแบบให้อยู่ในมุมที่สงบเงียบ ไม่มีคนพลุกพล่าน ห่างจากสิ่งรบกวนทั้งหลาย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้มีจิตใจที่สงบในการสวดมนต์ ไหว้พระ ซึ่งความสงบในจิตใจจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลของผู้อยู่อาศัยได้ด้วย 

4. ห้องพระควรตั้งอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี

เพราะชาวพุทธกับการไหว้พระเป็นของคู่กัน ซึ่งการไหว้พระมักจะต้องจุดธูป จุดเทียน หรือบางคนอาจจุดกำยานด้วย ทำให้การออกแบบสร้างบ้าน จึงต้องวางแผนให้ห้องพระอยู่ในจุดที่อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กลิ่นธูปและควันมารบกวนผู้อยู่อาศัยและผู้ปฏิบัติธรรมได้ และยังสามารถช่วยลดอันตราย และอุบัติเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งเกิดจากควันไฟจากเทียนและธูปได้อีกด้วย

5. ห้องพระควรหันหน้าไปทางตะวันออกและทิศเหนือ

การเลือกห้องพระ ควรศึกษาตั้งแต่ก่อนออกแบบสร้างบ้าน เช่น ตัวบ้านหันหน้าไปทางทิศไหน ห้องพระควรอยู่ตรงไหนของบ้าน ไปจนถึงการเลือกทิศที่องค์พระจะหันหน้าไปทางทิศนั้นๆ เพราะการวางองค์พระไม่ใช่ว่าจะให้หันไปทางทิศก็ได้ ซึ่งทิศที่เหมาะสมที่สุด คือ ทิศเหนือ และทิศตะวันออก เพราะเป็นทิศที่มอบพลังงานดี เป็นทิศมงคล ช่วยเสริมเรื่องหน้าที่การงานและการเงินให้เป็นไปในทิศทางที่ดี ทำให้การ ออกแบบสร้างบ้าน จึงสำคัญมาก แต่หากผู้อ่านเป็นคนที่เพิ่งหันมาสนใจตั้งหิ้งพระ และไม่สามารถปรับแก้ไขบ้านได้แล้ว ตามหลักฮวงจุ้ย สามารถปรับตำแหน่งหิ้งพระให้สามารถหันองค์พระไปในทิศทางดังกล่าวได้

ห้องพระตามหลักฮวงจุ้ย

หลักฮวงจุ้ยอื่นๆ ที่ควรรู้ เกี่ยวกับการจัดตำแหน่งหิ้งพระ

  • การจัดตำแหน่งห้องพระที่ช่วยเสริมพลังบวกมากที่สุด คือ ตำแหน่งหน้าบ้านและตำแหน่งหลังบ้าน เนื่องจากตำแหน่งหน้าบ้าน ถือเป็นตำแหน่งโชคลาภ ส่วนตำแหน่งหลังบ้าน ถือเป็นตำแหน่งบารมี
  • ไม่ควรตั้งองค์พระในห้องนอน โดยเฉพาะคนมีคู่แล้ว แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้ฉากกั้นให้เป็นสัดส่วน
  • ไม่ควรตั้งหิ้งพระอยู่บริเวณบันได หรือใต้บันได
  • ไม่ควรจัดหิ้งพระอยู่ใต้คานบ้าน
  • ไม่ควรตั้งห้องพระ อยู่เหนือหรือใต้ห้องน้ำ
  • ห้ามแขวนหิ้งพระติดกับผนังห้องน้ำ

วิธีจัดตำแหน่งห้องพระทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีข้อควรระวังนั้นมีอยู่มาก ซึ่งการจัดตำแหน่งห้องพระ จำเป็นต้องให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการก่อนสร้างบ้าน หรือพูดง่ายๆ คือ ตั้งแต่การ ออกแบบสร้างบ้าน ต้องวางแผนให้ดี ดูทำเลและทิศทางของบ้านให้ถี่ถ้วน เพื่อวางแผนจัดตำแหน่งห้องพระให้เหมาะสม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยมากที่สุดนั่นเอง หรือหากคุณไม่สันทัดเกี่ยวกับการวางแผน ออกแบบสร้างบ้าน หรือกำหนดตำแหน่งห้องพระตามหลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้อง สามารถใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน Grit Build ได้นะครับ เพราะเราให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างบ้านที่ดี รวมถึงหลักฮวงจุ้ยที่ช่วยเพิ่มสิริมงคลและพลังงานดีๆ ให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้ 

 

เรื่องสร้างบ้าน เลือก Grit Build ให้ดูแลบ้านของคุณได้นะครับ

Categories
ข่าวสาร

5 ข้อที่ต้องรู้ ก่อนติดตั้งระแนงไม้

“ระแนงไม้” เป็นวัสดุยอดฮิตที่เจ้าของบ้านสายมินิมอลหลายคนสนใจติดตั้ง เพราะนอกจากสามารถนำมาตกแต่งบ้าน เพิ่มความสวยงามให้บ้านน่าดึงดูดแล้ว ระแนงไม้ยังปกป้องบ้านจากทั้งแสงแดด ลม ฝน เพิ่มอายุการใช้งานของผนังภายนอกบ้าน และสามารถให้ความเป็นส่วนตัวกับคนในบ้านได้ดี  แต่การใช้ระแนงไม้นั้น ต้องคำนึงถึงการใช้งานหลายๆ อย่าง เช่น วัสดุที่นำมาใช้ ความแข็งแรงของโครงสร้าง การใช้งานที่เหมาะสม เป็นต้น หากผู้รับเหมาก่อสร้างหรือ บริษัทรับสร้างบ้าน ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ อาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ บทความนี้ บริษัทรับสร้างบ้าน ที่คนกรุงเทพเชื่อถืออย่าง Grit Build จึงมาแนะนำ 5 ข้อที่ต้องรู้ก่อนติดตั้งระแนงไม้ มาฝากกัน เพื่อให้ได้บ้านสวยและเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แบบบ้าน Vivian

1. ระยะห่างระหว่างระแนง ต้องพรางสายตาจากคนภายนอก

เจ้าของบ้าน หรือ บริษัทรับสร้างบ้าน ที่ต้องการออกแบบ หรือติดตั้งระแนงไม้ไว้บริเวณบ้าน ต้องคำนึงตลอดว่าระแนงไม้ ไม่ใช่เพียงตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องพรางสายตาจากคนภายนอกที่มองเข้ามาได้ด้วย หรือเรียกอีกอย่างคือ ต้องปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของคนในบ้าน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนที่แสงจากภายนอกมืดสนิท ส่วนภายในบ้านเปิดไฟสว่าง จะยิ่งส่งผลให้คนนอกมองเห็นภายในทะลุปรุโปร่ง

 แม้ว่าระยะห่างของระแนงจะไม่มีระยะที่ตายตัว แต่การคิดคำนวณระยะห่างระหว่างระแนงไม้ ก็ต้องคิดคำนวณอย่างรอบคอบ ซึ่งหากเจ้าของบ้านไม่เชี่ยวชาญ สามารถใช้บริการของบริษัทรับสร้างบ้านได้ โดยอาจจำลองด้วยโปรแกรม 3D  หรือลองจัดวางก่อนติดตั้งจริง จะช่วยลดความผิดพลาดได้ดีขึ้น

แบบบ้าน GRACE

2. ก่อนคิดติดตั้ง ต้องคิดถึงตอนซ่อมแซมก่อนเสมอ

เจ้าของบ้านที่คิดติดตั้งระแนงไม้ ส่วนใหญ่แล้วจะมองที่ความสวยงาม และป้องกันแดดเป็นหลัก จึงมักติดตั้งระแนงไม้สูงจากชั้นล่างยาวไปจนถึงชั้นสอง เนื่องจากชั้นสอง มักโดนแดดมากกว่าชั้นล่าง และต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่า ซึ่งการติดตั้งระแนงไม้สูงๆ เจ้าของบ้านต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนการติดตั้ง เพราะการดูแลรักษาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก จำเป็นต้องมีเครื่องมือเฉพาะ และความเชี่ยวชาญในการดูแล ทำให้ค่าซ่อมแซมแต่ละครั้งอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงได้ 

นอกจากการคำนึงถึงการติดตั้งระแนงไม้แล้ว การใช้ไม้จริงในการติดตั้งก็เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน โดยไม้จริงก็เป็นวัสดุที่หลายๆ คนชื่นชอบ เพราะดูเป็นธรรมชาติ และสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้บ้านได้อย่างดี แต่การใช้ไม้จริงโดยส่วนใหญ่แล้วทางบริษัทรับสร้างบ้านจะไม่แนะนำให้เจ้าของบ้าน เพราะต้องแลกกับการเอาใจใส่ และดูแลรักษาอยู่เสมอ หากเจ้าของบ้านละเลยไม่ดูแลรักษานานๆ ไม้ก็จะสีซีด จางลง หรือทำให้ผุพังลงได้ ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจติดตั้ง

แบบบ้าน Madison

3. วัสดุที่ใช้ติดตั้งระแนงต้องทนทานและมีประสิทธิภาพ

หากดูจากข้อที่ 2 แล้ว จะเห็นได้ว่าวัสดุที่มีความสวยงามเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้เป็นข้อตัดสินใจทั้งหมดได้ เพราะระแนงไม้เป็นส่วนที่ได้รับสภาพอากาศภายนอกเต็มๆ ตลอดทั้งปี เจ้าของบ้านควรเลือกใช้วัสดุที่ทนแดดทนฝน และไม่ทำให้เกิดปัญหาระแนงบิด หัก ผุ พัง สีซีด โดยวัสดุที่คงทน มีอายุการใช้งานยาวนานที่บริษัทรับสร้างบ้านส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ติดตั้งระแนงไม้ ได้แก่ อลูมิเนียม เหล็ก หากเจ้าของบ้านต้องการวัสดุที่ให้ความสวยงามได้เหมือนไม้จริงและมีความคงทน สามารถใช้ไม้สังเคราะห์ ที่ทำจากไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือ WPC ยี่ห้อที่เชื่อถือได้และมีรับการรับประกันที่ยาวนาน

แบบบ้าน Luciano

4. โครงระแนงต้องแข็งแรง และปลอดภัย

โครงระแนงเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ถูกมองข้ามเยอะที่สุด เจ้าของบ้านจึงควรใส่ใจกับขั้นตอนนี้ให้มากๆ โดยเฉพาะระแนงที่ยึดติดกับอาคาร เนื่องจากโครงระแนงเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของระแนงทั้งหมด จึงต้องมั่นใจว่าโครงระแนงของบ้านได้มาตรฐาน มีความแข็งแรงทนทาน หากมีการติดตั้งระแนงที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้ระแนงไม้ร่วง โครงสร้างพัง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อทรัพย์สินและชีวิตได้

 

การติดตั้งระแนงจึงควรมีผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก หรือวิศวกร เข้ามาช่วยตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะการวัสดุในการติดตั้งระแนง มีการคำนวณการติดตั้งและเทคนิคที่แตกต่างกัน หรือหากเจ้าของบ้านที่กำลังมองหา บริษัทรับสร้างบ้าน สามารถเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน อย่าง Grit Build เรามีทีมที่เชี่ยวชาญเฉพาะการติดตั้งระแนงไม้ที่ได้มาตรฐาน สามารถเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจนจบได้ โดยการติดตั้งระแนงจะใช้ช่างเฉพาะติดตั้งระแนงไม้ของบริษัทนั้นๆ เพื่อมาตรฐานและการรับประกันที่ยาวนาน

สถาปนิก : Montalba Architects, Inc

5. บ้านที่เสร็จสมบูรณ์ อาจไม่ได้สวยเป๊ะอย่างภาพ 3D

การใช้โปรแกรมออกแบบบ้าน 3D เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถเห็นภาพบ้านที่ใกล้เคียงกับบ้านจริง เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ตัดสินใจได้ง่ายก่อนเริ่มสร้างบ้าน แต่เมื่อถึงขั้นตอนการสร้างจริง บางจุดไม่สามารถลงรายละเอียดได้เป๊ะเหมือนภาพ 3D เป็นเพราะขั้นตอนการก่อสร้างต้องยึดความคงทนและความปลอดภัยก่อนเสมอ ระแนงไม้ก็เป็นอีกส่วนที่ไม่ตรงตามภาพ 3D เช่นกัน เพราะส่วนสำคัญที่สุดอย่างโครงระแนง ไม่ได้ปรากฏในภาพ 3D ที่ทุกคนเห็น ดังนั้น เมื่อเจ้าของบ้านตัดสินใจสร้างบ้านที่มีระแนงไม้แล้ว ต้องเข้าใจในขีดจำกัดในการติดตั้ง และเผื่อใจไว้ก่อนเสมอ เพราะบริษัทรับสร้างบ้านต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อน

ทั้งหมด 5 ข้อที่ Grit Build รวบรวมมานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของบ้านไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหาบริษัทรับออกแบบบ้านที่ทำงานอย่างมีมาตรฐาน มีผลงานบ้านการันตี มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตั้งแต่ก่อนสร้าง เริ่มสร้าง และหลังสร้างเสร็จ เลือก Grit Build ให้ดูแลบ้านของคุณได้นะครับ

บริการออกแบบ ก่อสร้าง โดยมืออาชีพ

Aden
บ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์น ดีไซน์หรูหราผสมผสานความเรียบง่าย โอบล้อมครอบครัวใหญ่อย่างอบอุ่น
Quinn
บ้านโมเดิร์น 2 ชั้น ดีไซน์สวยสะดุดตา สะท้อนความหรูหราและเรียบ

©2021 Grit build Company Limited. Designed by Geminine Studio co.,ltd.